006: Silicon Valley

พูดถึง Silicon Valley หลายๆคนคงจะนึกถึงนิคมแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาที่รวมเอาบริษัท IT ทั้งหลายมาไว้ด้วยกัน กลายเป็นที่ตั้งของบริษัท IT ยักษ์ใหญ่มากมาย จนเรียกได้ว่าเป็นแหล่งรวมหัวใจของเศรษฐกิจ IT โลก แต่วันนี้เราไม่ได้จะมาพูดถึง Silicon Valley นั้นโดยตรงค่ะ เรากำลังจะพูดถึงซีรีส์ที่มีเซ็ตติ้งเกิดขึ้นใน Silicon Valley แถมยังชื่อเรื่องว่า Silicon Valley อีกต่างหาก

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ silicon valley series

Silicon Valley เป็นทีวีซีรีส์ทางฝั่งอเมริกาที่ฉายทางช่อง HBO ว่าด้วยเรื่องราวของ ริชาร์ด เฮนดริกส์ หนึ่งในโปรแกรมเมอร์ของบริษัท hooli (ที่ดูเหมือนว่าผู้สร้างตั้งใจจะล้อเลียน Google นะคะ มีหลายๆอย่างคล้ายกันเหลือเกิน 5555) ริชาร์ดได้เขียนโปรแกรมเสิร์ชหาเพลงขึ้นมาเองโปรแกรมหนึ่งในระหว่างที่ว่างๆจากงานบริษัท โดยตั้งชื่อ(ซึ่งใครๆต่างพากันชื่นชมว่าเห่ยสิ้นดี)ว่า Pied Piper (แปลตรงๆก็… คนเป่าปี่…) และกลายเป็นว่าอัลกอริธึมของโปรแกรมที่เขาเขียนออกมานั้นมันเป็นสุดยอดอัลกอริธึมบีบอัดไฟล์ที่เทพมาก ชนิดที่ว่าทั้งประสิทธิภาพสูงเวอร์และไม่เคยมีใครคิดได้มาก่อน จนริชาร์ดกลายเป็นหนุ่มเนื้อหอมภายในพริบตา ทั้งนักลงทุน ทั้งเจ้าของบริษัทไอทียักษ์ใหญ่อย่าง hooli ที่เคยเป็นเจ้านายเขาก็ต่างพากันมารุมตอมและยื่นข้อเสนอแย่ง Pied Piper กันอย่างดุเดือด และนี่คือจุดเริ่มต้นวิบากกรรมของริชาร์ดกับทีม ที่จะพา Pied Piper ให้อยู่รอดไปในโลกธุรกิจอันโหดร้ายและกลายเป็นบริษัท IT Startup ที่ประสบความสำเร็จให้ได้ค่ะ

สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากซีรีส์เรื่องนี้คือ การจะตั้ง Startup นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายยากชิบหายเลย เราจะเห็นว่าระหว่างทาง หนุ่มๆต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายที่ประดังประเดมา มีทั้งช่วงขาขึ้นสุดโต่ง และขาลงแบบดิ่งเหว ทุกอย่างเกิดขึ้นแบบยากจะคาดเดาประหนึ่งได้สัมผัสประสบการณ์เล่นรถไฟเหาะตีลังกาก็ไม่ปาน 55555 ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นเพราะโลกของการทำธุรกิจนั้นนอกจากจะมีจุดยิบย่อยมากมายที่ต้องคำนึงถึงแล้วยังเป็นเรื่องของการเล่นเกมกลยุทธ์ ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับของนอกวงการเลยที่จะดิ้นรนผ่านไปได้ ถึงแม้ริชาร์ดกับทีมของเขาจะเก่งจนสร้างโปรแกรมที่สุดยอดขนาดไหนขึ้นมา แต่ถ้าขาดประสบการณ์และการเดินเกมที่ดีก็ไม่สามารถอยู่รอดต่อไปในธุรกิจนี้ได้จริงๆ

จุดแข็งของเรื่องนี้ นอกจากมุกตลกแบบแสบๆคันๆ พล็อตหักมุมเหนือความคาดหมาย บทที่เจาะลึกธุรกิจกับวงการไอทีอย่างเข้มข้น ประกอบกับความสมจริงแล้ว ก็ยังมีตัวละครที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองกับทีมนักแสดงที่เล่นได้เข้าขาและลงตัวมากค่ะ (มี Zach Woods ด้วยนาจา ดูสิดู)

silicon-valley

คนแบบไหนที่น่าจะเอนจอยซีรีส์เรื่องนี้เป็นพิเศษ

  • เนิร์ด/กีค/คนในวงการไอที: เพราะซีรีส์เรื่องนี้อุดมไปด้วยมุกกีคๆ (ก็แหงล่ะ ตัวเอกเป็นกีคกันยกกลุ่มเลยนี่นา) ถ้าใครคุ้นเคยกับกีคคัลเจอร์เป็นอย่างดีก็จะหัวเราะกับมุกในเรื่องได้ไม่ยากเลยค่ะ แล้วก็ยังนำเสนอเรื่องความขัดแย้งระหว่างคนฝั่งไอทีกับฝั่งธุรกิจออกมาได้เรียลมากๆด้วย (คนทำงานไอทีหลายๆคนต้องเคยเจอโมเมนท์พวกนี้บ้างแน่ๆ 5555) เอ้อ มีการเอาแขกรับเชิญในวงการไอที(อย่างเช่น CEO Snapchat)มาร่วมแสดงด้วยนะ!
  • คนที่ชื่นชอบหรือสนใจในเรื่องธุรกิจ: เพราะกลยุทธ์และเกมธุรกิจในเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริงและใช้ได้จริงค่ะ เรียกว่าทีมเขียนบททำการบ้านมาดี ทำให้บทแน่นและเข้มข้นมากๆ ถึงกับตบเข่าฉาดไปหลายรอบ และถึงไม่ได้มีความรู้พื้นฐานมากนักก็พอจะทำความเข้าใจได้ไม่ยากค่ะ เพราะตัวซีรีส์เองเสนอออกมาได้ย่อยง่ายพอสมควรเลย
  • คนที่มีความฝันและอยากได้แรงบันดาลใจ: ตลอดทั้งเรื่องของ Silicon Valley ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการไล่ตามความฝันของคนๆหนึ่งอยู่แล้ว เราได้เห็นอะไรหลายๆอย่างค่ะ ทั้งความมุ่งมั่นไฟแรง ไปจนถึงโมเมนท์ที่รู้สึกท้อใจและสิ้นหวัง คิดว่าดูแล้วจะได้อะไรกลับไปไม่น้อยจริงๆค่ะ
  • คนที่หมั่นไส้ตัวเอกเก่งเทพ: อย่างที่บอกว่าตัวเอกในเรื่องนี้ต้องโดนทำร้ายซ้ำซาก ทั้งผิดทั้งพลาดทั้งโดนเบียดเบียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนชอกช้ำระทมไปทั้งกายใจ คุณจะไม่หมั่นไส้พวกเขาแน่นอนค่ะ 555555
  • คนที่ชอบหนังหักมุม: เรียกว่ายังไงดี ซีรีส์เรื่องนี้มีการหักมุมที่ฉลาดและสร้างเซอร์ไพรส์ได้มีอิมแพ็คดีค่ะ เราชอบนะ บางทีก็รู้อยู่แล้วว่ามันจะหักมุม แต่ก็เดาไม่ถูกเลยว่ามันจะหักมุมในแบบไหน
  • คนที่ไม่ชอบหนังคอเมดี้ฝรั่งประเภทใส่เสียงหัวเราะมาบิ๊วคนดู(…): เรื่องนี้ไม่มีค่ะ สบายใจได้ 555555

คนแบบไหนที่จะอาจจะไม่เอนจอยซีรีส์เรื่องนี้

  • คนที่อยากเห็นสาวๆน่ารักเยอะๆให้ชุ่มชื่นหัวใจ: มีสาวๆอยู่บ้างนะคะ แต่แทบไม่ได้โฟกัสเรื่องของพวกเธอเลย สาวน่ารักอย่างโมนิก้าที่เป็นตัวละครหลักก็ยังบทน้อยมากอยู่ดี
  • คนที่คาดหวังกับเลิฟคอมเมดี้: เรื่องเลิฟๆน้อยจนแทบจะเป็น 0 ได้เลยค่ะ ต้องจิ้นเอง ลาก่อน
  • คนที่ชอบการดำเนินเรื่องแบบฉับไว: เราว่าซีรีส์เรื่องนี้ดำเนินเรื่องแบบเรื่อยๆเอื่อยๆค่ะ เน้นดูสบายๆมากกว่า

ปัจจุบัน Silicon Valley กำลังเริ่มฉายซีซันที่ 4 อยู่ค่ะ ถ้าสนใจก็แนะนำให้ดูรวดทีละซีซันแล้วค่อยพักนะคะ เราว่าสนุกกว่านั่งดูนั่งรอทีละตอน ได้ความต่อเนื่องดีด้วย

อ๊ะ ลืมไปบอกว่า Pied Piper มีเว็บเพจด้วยนะ! แถมมีการอัพเดทอยู่เรื่อยๆให้สอดคล้องกับเนื้อเรื่องปัจจุบันที่กำลังดำเนินอยู่ ชอบกิมมิคน่ารักๆตรงนี้มากเลยค่ะ! ถ้าสนใจก็ลองเข้าไปดูที่ http://www.piedpiper.com/


สำหรับซีรีส์เรื่องนี้ ก็ตามมานานพอสมควรนะ /แล้วก็ดองไปเป็นปี— เพิ่งกลับมาดูซีซัน 3 (ต่อด้วย 4) รวดเดียวเมื่อเร็วๆนี้เองค่ะ สำหรับเราแล้วซีซัน 3 เป็นซีซันที่พีคมากๆด้วยเลยคิดว่าต้องเขียนเก็บไว้ก่อนจะไฟมอด(…) ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ!

005: NERVE

Warning:

  1. จขบ.ไม่ได้มีความรู้เรื่องหนังมากมายอะไร วิจารณ์ไปตามอารมณ์/ความชอบส่วนตัวล้วนๆ หากมีส่วนใดที่ข้อมูลผิดพลาดก็ท้วงติงได้ค่ะ
  2. บทความนี้ไม่มี Spoiler จะพูดถึงเนื้อเรื่องเท่าที่เห็นในเทรลเลอร์เท่านั้น

nerve-quad-poster

download

  1. เคมีของพระเอกกับนางเอก – ทั้งสองคนไม่ได้เล่นดีเป็นพิเศษอะไรค่ะ ต้องบอกเลยว่าธรรมดาทั่วไป แต่เคมีก็เข้ากันดีนะ (ถึงเราจะเชียร์เพื่อนพระเอกก็เถอะ——)
  2. pace ของหนัง – หนังเดินเรื่องได้ค่อนข้างกระชับฉับไว ไม่เยิ่นเย้อ แต่ก็ไม่ได้เร็วเกินไปจนคนดูตามไม่ทัน ทำให้ไม่มีช่วงน่าเบื่อให้รำคาญใจค่ะ ช่วงที่ปูเรื่องเกี่ยวกับปูมหลังของตัวเอกก็สั้นๆง่ายๆไม่กินเวลา แต่ก็ทำให้เข้าใจเหตุผลว่าทำไมตัวเอกจึงตัดสินใจทำอะไรแบบนี้ (แม้เหตุผลมันจะเบาไปสักนิด)
  3. สารที่ตัวหนังต้องการจะสื่อ และวิธีการส่งสารให้ผู้ชม – ตัวหนังเสียดสีพฤติกรรมของชาวโซเชียลในปัจจุบันได้ดี ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยากเด่นอยากดังจนยอมทำทุกอย่างแม้กระทั่งเรื่องแย่ๆหรือเรื่องที่ต้องเอาตัวเข้าเสี่ยงลงในสังคมออนไลน์ พวกคนที่เสพติดยอดไลค์ เสพติดคอมเมนท์ หรือแม้กระทั่งเหยื่อจาก cyber bullying และความน่ากลัวของมัน… ทุกประเด็นถูกนำเสนอผ่าน ‘เกม’ ออกมาอย่างฉลาด เข้าถึงง่าย และดูไม่ยัดเยียดแม้แต่น้อย และอีกอย่างที่ชอบมากๆก็คือ… คนดูอย่างเราๆเองก็เหมือนได้เฝ้าดูเหล่าตัวเอกที่รับบท player จากมุมมองของ watcher ในเกม ทำให้รู้สึกอินและลุ้นตามไปด้วย
  4. บท – ตัวบทยังมีหลายๆจุดที่ดูไม่สมเหตุสมผล หลายๆจุดที่ดูแล้วรู้สึกงงกับการกระทำและการตัดสินใจของตัวละคร โดยเฉพาะบทสรุปของเรื่องที่ทำเอามึนว่าแบบนี้ก็ได้เหรอ? แต่ถ้าพยายามแถๆซะว่าวัยรุ่นฝรั่งพวกนี้มีอารมณ์แปรปรวนก็เลยทำอะไรที่ดูไม่เมคเซนส์ออกมาบ่อยๆ… ก็พอจะทำให้เมินจุดพวกนี้ไปได้บ้างล่ะมั้งคะ 5555 (ถ้าเมินตรงนี้ไปได้แล้วหนังมันสนุกจริงๆนะ!)
  5. ดนตรีประกอบ – เพลงประกอบในเรื่องจะมีกลิ่นอายของอิเล็กโทรซะเยอะ และแต่ละเพลงก็เลือกมาได้เข้ากับบรรยากาศแต่ละฉากดี มีส่วนช่วยให้หนังกลมกล่อมขึ้นเยอะเลยค่ะ มีเพลงของ Melanie Martinez (ผู้เข้าแข่งขัน The voice US) ด้วยนะ!!
  6. โทนสี – แสงสีในเรื่องออกแนวฉูดฉาดนีออนๆตลอดเวลา ช่วยเสริมบรรยากาศไนท์ไลฟ์และสื่อถึงด้านมืดของโลกไซเบอร์ได้ดี เป็นอีกส่วนที่เราชอบมากค่ะ
  7. Miles Heizer – พ่อหนุ่มที่เล่นเป็นเพื่อนสนิทของนางเอกคนนี้… สารภาพว่าเราไม่รู้จักเขามาก่อน แต่ดูแล้วชอบมากเลยค่ะ กรี๊ด 555555 การแสดงเขาก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรหรอก บทก็ตัวประกอบพระรองผู้แสนดีม้ากมาก แต่หล่อแบบเนิร์ดกายดีน่ะค่ะ /เขินอาย

miles-heizer-nerve-kD9N.jpg

Summary

หนังยังมีจุดบกพร่องและช่องโหว่อยู่หลายที่ ถึงแม้ว่าปลายทางของเรื่องจะยังไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่ แต่ระหว่างทางกลับออกมาสนุกกลมกล่อม…  และตัวเนื้อมันดีกว่าหน้าหนังเยอะจริงๆค่ะ รู้สึกเหมือนโดนเทรลเลอร์หลอกอีกแล้ว 555

Score: 7.5/10

004: Suicide Squad (Spoil)

Warning:

  1. จขบ.ไม่ได้มีความรู้เรื่องหนังมากมายอะไร วิจารณ์ไปตามอารมณ์/ความชอบส่วนตัวล้วนๆ หากมีส่วนใดที่ข้อมูลผิดพลาดก็ท้วงติงได้ค่ะ
  2. บทความนี้มี Spoiler ค่ะ ใครยังไม่ได้ดูหนังก็ปิดไปเลยก็ได้นะคะ เพื่ออรรถรสในการรับชม

suicide-squad-movie-characters-calendar

จริงๆแล้ว Suicide Squad เป็นหนึ่งในหนังที่เราเฝ้ารอดูมากที่สุดสำหรับปีนี้เลยค่ะ ต้องบอกไว้ก่อนว่าเราก็ไม่ได้เป็นแฟนคอมมิค DC แต่อย่างใดนะ แต่เพราะเทรลเลอร์ที่ทำออกมาได้ดึงดูดมากๆนี่แหละถึงได้ตัดสินใจไปดู… หลังจากดูจบก็เต็มไปด้วยหลายๆอารมณ์ปนเปกันจนพูดไม่ถูกค่ะ 55555 ไม่รู้จะยกประเด็นไหนมาก่อนดี เพราะฉะนั้นจะขอแยกเป็นข้อๆเหมือนเอนทรี่ก่อน เพื่อความสะดวกในการเรียบเรียงความคิดนะคะ u v u

Harley-Quinn-Will-Either-Make-Or-Break-Suicide-Squad

  1. Margot Robbie – มาร์โก้ รอบบี้ ในบท ฮาร์ลีย์ ควินน์ นั้นเผ็ชมากค่ะ รักนาง 55555555 และอยากจะเรียกว่านางเป็นจุดที่ดีที่สุดสำหรับหนังเรื่องนี้เลยค่ะ ชอบความเข้าถึงบทบาท ความจิตที่ดูจิตจริงๆ บ้าจริงๆไม่ใช้สลิงไม่ใช้ตัวแสดงแทน เป็นตัวละครเดียวที่ดูแล้วไม่รู้สึกขัดหรืออึดอัดอะไรเลย และความกวนตีนของนางเองก็สร้างสีสันให้กับเรื่องได้อย่างมากทีเดียว
  2. Will Smith – วิล สมิธ ในบทของเดดช็อตยังไม่ประทับใจเราสักเท่าไหร่ค่ะ ถ้าจะให้พูดตรงๆก็เหมือนเป็น วิล สมิธ ที่รับบทเป็น วิล สมิธ มากกว่า(…) ดูจนจบแล้วเราก็ยังเรียกตัวละครตัวนี้ในใจว่าวิล สมิธ ทั้งๆที่เรียกตัวละครอื่นตามชื่อในเรื่องหมดเลย แต่ก็โอเคนะคะ โผล่มาหยอดมุกให้บรรยากาศของเรื่องเบาลงบ้าง (แม้จะ วิล สมิธ มากๆก็ตาม—)
  3. Jared Leto – เรารู้สึกไม่ถูกชะตากับโจ๊กเกอร์ของ จาเร็ด เลโต มากๆเลยค่ะ 5555555 จะว่ายังไงดีล่ะ… ถ้า ฮาร์ลีย์ ควินน์ ของ มาร์โก้ ร็อบบี้ ในเรื่องนี้คือคนบ้าที่ดูจิตจริงๆ โจ๊กเกอร์ของ จาเร็ด เลโต ก็เป็นขั้วตรงข้ามค่ะ… เป็นคนบ้าที่ดูพยายามอย่างมากมายที่จะให้ตัวเองดูบ้า ดูวันนาบีไม่เบาเลยค่ะ และอีกอย่าง… ตามปกติความน่ากลัวของโจ๊กเกอร์จะอยู่ที่การทำอะไรไม่เป็นแบบแผนด้วยใช่ไหมนะ? แต่ในหนังเรื่องนี้กลับนำเสนอโจ๊กเกอร์ในมุมที่ดูทำตามแผน (และทำแผนล่มด้วย–) เลยยิ่งรู้สึกว่าไม่ค่อยโดนเลยค่ะ
  4. Viola Davis – เราเกลียดคอสตูมของ วิโอล่า เดวิส ผู้รับบท อแมนด้า วอลเลอร์ มากๆ สิ่งนี้ทำให้นางดูเป็นโคตรของโคตรของโคตรมนุษย์ป้า (แต่จริงๆเขาคงตั้งใจแหละ ฮือ 55555) เจ๊ก็ยังคงรักษามาตรฐานการแสดงอยู่แหละค่ะ แต่บทเจ้าป้าวอลเลอร์เนี่ย… เราว่ายังดูแบนๆ ไม่ค่อยส่งเสริมการแสดงของนางเท่าไหร่ และตายยากเวอร์ไปด้วยนะ(…)
  5. Cara Delevingne – บทเอ็นชานเทรสของคาร่า ดูจะไม่มีอะไรมากมายนอกจากออกมาเต้นระบำเลื้อยไปมา 55555555 ซึ่งเราไม่ได้จะติอะไรนะ เราคิดว่าใช้งานนางได้ถูกจุดดีค่ะ
  6. การปูเรื่อง – หนังเรื่องนีมีการปูเรื่องที่ยาวนาน และโฟกัสทีละตัวละคร คลับคล้าย X-men Apocalypse เลยค่ะ แต่ทว่า… การปูเรื่องในหลายๆจุดยังดูไม่จำเป็นสักเท่าไหร่ (อย่างเช่นซีนที่ผู้คุมเอาข้าวไปส่งให้ วิล สมิธ ที่คุก) ถ้าตัดออกไปได้บ้างก็คงจะดีค่ะ เพราะช่วงแรกของหนังมันยืดยาดน่าเบื่อเหลือเกิน
  7. การกระจายบท – เราค่อนข้างโอเคกับการกระจายบทในเรื่องนี้นะ แม้ว่าแอร์ไทม์ของแต่ละตัวละครจะดูแบ่งชั้นวรรณะมากๆ เพราะเราเข้าใจว่าตัวละครที่มีความเด่นอย่างฮาร์ลีย์มันก็น่าขายมากกว่ากัปตันบูมเมอร์แรงอะไรพวกนี้อยู่แล้วค่ะ
  8. ความไม่สมเหตุสมผลของบท – บทหนังราบเรียบเป็นเส้นตรง แต่เราจะไม่ถือว่าเป็นข้อเสียแล้วกันเนอะ เพราะก็เห็นกันอยู่ว่าหลายครั้งหลายคราวหนังบททื่อๆก็ให้ความสนุกแก่ผู้ชมได้(หากมาพร้อมกับองค์ประกอบที่ดี) แต่น่าเสียดายที่บทของ Suicide Squad นั้นมาพร้อมกับความ wtf และความไม่สมเหตุสมผลเป็นระยะๆ… ถ้าถามว่ามีพล็อตโฮลที่จุดไหนบ้าง… เยอะค่ะ เยอะจนไม่รู้จะอธิบายยังไงดีเลยทีเดียว
  9. ช่วงดราม่า – ช่วงดราม่า เป็นดราม่าที่แบนราบเป็นหน้ากระดานมากๆค่ะ แถมจังหวะที่แทรกดราม่าต่างๆของตัวละครยังรู้สึกว่ายัดเยียดๆและผิดที่ผิดทางอยู่ไม่น้อย ยกตัวอย่างที่เห็นชัดๆก็เช่น
    • คาตานะดราม่าหาผัว – ตรงจุดที่จู่ๆนางก็เกิดดราม่าเพ้อใส่ดาบขึ้นมา เกิดความงงเลยค่ะว่าจะดราม่าตอนนี้ทำไม เพื่ออะไร มีผลอะไรกับเรื่องไหม? ดูจนจบก็ยังไม่มีนะ ไม่ต้องใส่มาก็ได้ ไหนๆก็ให้เป็นตัวละครโลว์โปรไฟล์มาตั้งแต่ต้นแล้วนี่นา
    • เอลดิอาโบลดราม่าเผาบ้าน – ซีนที่ไปนั่งบาร์กัน แล้วอยู่ดีๆเอลดิอาโบลก็เล่าดราม่าของตัวเอง เราว่าบทสนทนาที่ลีดเข้าดราม่ามันไม่ธรรมชาติมากๆ ดูต้องการที่จะลากเข้าเรื่องว่า เออนี่นะพวกนาย ฉันฆ่าลูกฆ่าเมียมาจ้า ซึ่งมันไม่ไปด้วยกันกับคาร์ที่ดูอยากละทิ้งเรื่องพวกนี้มากๆ
  10. มุกตลก – ต้องบอกก่อนว่าเราไปดูหนังเรื่องนี้รอบเย็นวันอาทิตย์ เพราะฉะนั้นคนอัดแน่นเต็มโรงมาก และคนในโรงระเบิดหัวเราะกันอย่างสามัคคี(เป็นระยะๆ)มากค่ะ มีเรานี่แหละ ชนกลุ่มน้อยที่นั่งเงียบ… เอาจริงๆมุกตลกในเรื่องก็ไม่ได้แย่หรอกค่ะ แต่ออกแนวพอให้ยิ้มๆมากกว่า ส่วนตัวเราลั่นออกมาจริงๆแค่จุดเดียวตรงที่ วิล สมิธ สอนคณิตศาสตร์ให้ลูกตอนท้ายเรื่องน่ะค่ะ (ฮา)
  11. ฉากบู๊ – ส่วนแรกที่บู๊แบบหนังทหาร ใช้ปืน อาวุธ หมัดลุ่นๆซัดกันก็โอเคค่ะ แม้จะไม่เป็นที่จดจำแต่บันเทิงใช้ได้ และ วิล สมิธ เท่โคตร! ส่วนพาร์ทหลังที่บู๊แบบซัดพลังใส่กันนี่ขอไม่พูดถึงนะ
  12. ฮีโร่ หรือ วายร้าย? – เราไม่รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เป็นการรวมดาวร้ายมาทำภารกิจร่วมกันเลยค่ะ ไปๆมาๆมันมีเอเลเมนท์ของฮีโร่สูตรสำเร็จเยอะมากๆ ดูพยายามจะบิวท์ความเป็นฮีโร่จิตใจงามอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆที่ตัวละครเป็นตัวร้ายระดับเบ้งๆกันแท้ๆ มันน่าจะมีความแบดแอส หักหลังกัน เล่นแรงกันมากกว่านี้ และที่สำคัญ… ทุกคนดูกลายเป็นทีมอย่างง่ายดายจนตกใจ ดูรักเพื่อนกันเร็วมาก เฟรนด์ชิปอิสแมจิคมากๆ งง 555555

 

Summary

ให้สรุปก็… ไม่ชอบค่ะ เสียดายที่หนังมีวัตถุดิบที่ดีมาก (เช่นตัวละครที่น่าสนใจ เพลงประกอบที่ดี) แต่กลับเอามาใช้ได้ไม่คุ้มและนำเสนอไม่ค่อยถูกจุด… แต่ส่วนตัวก็คิดว่ายังดีกว่า BvS นะคะ 55555 อย่างน้อยหนังเรื่องนี้ก็มีจุดที่ให้ความบันเทิงอยู่บ้างนะ!

Score: 5/10

003: Now you see me 2

Warning:

  1. จขบ.ไม่ได้มีความรู้เรื่องหนังมากมายอะไร วิจารณ์ไปตามอารมณ์/ความชอบส่วนตัวล้วนๆ หากมีส่วนใดที่ข้อมูลผิดพลาดก็ท้วงติงได้ค่ะ
  2. บทความนี้มี Spoiler เพียงครึ่งหลัง และจะมีปุ่มให้เลือกข้าม Spoiler ไว้ด้วย เพราะงั้นก็อ่านไปก่อนได้ ไม่ต้องกังวลนะคะ!!

tumblr_inline_o5jvox0PEP1qzz4ul_540

เพิ่งไปโซโล่หนังเรื่องนี้มาสดๆร้อนๆเมื่อเย็นวานเลยค่ะ แล้วก็… ออกจากโรงมาด้วยอารมณ์ที่ไม่ค่อยจะโอเคเท่าไรนัก 55555 ทั้งๆที่ทำใจไปก่อนแล้วแท้ๆเชียว (ก่อนดูเช็คกระแสแล้วมันค่อนไปทางแย่ แถมคะแนนในมะเขือยังต่ำอีกค่ะ) เนื่องจากมีหลายๆเรื่องที่อยากพูดถึง จะขอแยกเป็นข้อๆเพื่อความสะดวกในการอ่านนะคะ

MV5BOGYzYWE0YWYtNDZiMy00N2Q5LWI2YzQtMjdkN2IwMjY0Y2E4XkEyXkFqcGdeQXVyNjUwNzk3NDc@._V1_.jpg

  1. Jesse Eisenberg – พ่อหนุ่มที่แสดงเป็นแดเนียล แอตลาส หนึ่งในจตุรอาชา… เขามีเสน่ห์มากค่ะ!!!!!!! จำได้ลางๆว่าภาคที่แล้วเขามีผม(…) ภาคนี้โกนซะเรียบเชียว แต่คนหล่อยังไงก็เป็นคนหล่อ อาหารตามาก แค่มองอย่างเดียวก็คุ้มแล้วค่ะ พูดแล้วก็เขินจัง 55555555
  2. บทที่สื่อสารอย่างไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ – ด้วยความที่มันเป็นหนังมายากล เป็นหนังอาชญากรรม เหมือนเขาจะตั้งใจทำให้หนังมันดูฉลาด ดูหักเหลี่ยมเฉือนคม… แต่ทว่า!! บทที่ไม่เคลียร์ การเรียบเรียงที่ดูสับสนในตัวเอง และการส่งสารให้ผู้ชมที่ไม่ดีเท่าไหร่นัก ทำให้หลายจังหวะรู้สึกงงว่า เอ๊ะ เดี๋ยวนะ มันกำลังเกิดอะไรขึ้นอยู่ มันทำแบบนี้กันทำไม(วะ) กว่าจะหายงงก็ปาไปหลายซีนค่ะ มันไม่ใช่ความงงแบบที่ชวนให้เราอยากรู้อยากเห็นอะไรแบบนั้น แต่เหมือนกับมีคนพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่องมาเล่าเรื่องให้คนดูฟังน่ะค่ะ
  3. โทนและทิศทางที่ชวนงงของหนัง – ด้วยความที่หนังพยายามจะทำตัวให้ฉลาด แต่ในขณะเดียวกันกลับมีจุดที่ไม่สมเหตุสมผลอยู่หลายจุดมาก… ทำให้เกิดความมึนงงกับโทนเรื่องค่ะ มันจะฉลาดก็ไม่ฉลาด เท่ก็ไม่เท่ จะบู๊ก็ไม่บู๊ แถมยังมีการใส่เรื่องของมุกตลกเข้ามามากกว่าภาคก่อน แต่ดันเป็นมุกที่กึ่งตลกกึ่งแป้กนี่สิ เลยยิ่งทำให้หนังเรื่องนี้ดูสะเปะสะปะมากยิ่งกว่าเดิมค่ะ… เราไม่ได้จะบอกว่าหนังที่มีหลายอารมณ์ในเรื่องเดียวคือหนังที่ไม่ดีนะคะ แต่ถ้ารู้จักแบ่งสรรปันส่วนให้ดีกว่านี้ และใส่ใจกับแต่ละองค์ประกอบย่อยให้มากขึ้นมันก็จะดีเองค่ะ (บางทีปัญหาของหนังอาจเป็นตรงที่อยากจะใส่นู่นนี่นั่นเยอะมาก ในเวลาที่จำกัดมากด้วยล่ะมั้งคะ)
  4. เล่นใหญ่ แต่ไม่ว้าว – หลายๆกลในเรื่องดูอลังการงานสร้างมากค่ะ แต่ไม่ค่อยรู้สึกว่าตื่นตาตื่นใจเท่าที่ควร แถมเดาวิธีได้ง่ายๆอีก บางมุกก็เก่าแล้ว
  5. ดราม่าแบบ Stereotype – ช่วงดราม่า เป็นดราม่าที่ดาดมากเลยค่ะ ปกติเราเป็นคนเซนส์ซิทีฟมากๆ เจอเรื่องชวนเศร้าชวนซึ้งอะไรเล็กๆน้อยๆก็บ่อน้ำตาแตกแล้ว แต่กับเรื่องนี้คือเฉยๆค่ะ ไม่มีอารมณ์ร่วมเลยจริงๆ

MENU        >>Go to Spoiler        >>Skip Spoiler

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Spoiler Zone

  1. Lizzy Caplan – ลิซซี่ในบทของลุล่า หรือจตุรอาชาคนใหม่นั้น… เป็นผู้หญิงที่น่ารำคาญและ KY ที่สุดในสามโลก ถึงแม้จะขโมยซีนคนอื่นสุดๆ แต่มุกนางแป้กอะค่ะ เหมือนเด็กที่เล่นใหญ่เพื่อเรียกร้องความสนใจมากกว่า
  2. Daniel Radcliffe – บทของแดน เปิดตัวมาดีนะคะ ดูเป็นตัวร้ายที่มีความน่าสนใจ เหมือนจะใช้วิทยาศาสตร์มาช่วยเล่นมายากล? แต่ว่า… สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้ความสามารถที่ว่านั้นสู้กับพวกตัวเอกเลยค่ะ เป็นวายร้ายธรรมด๊าธรรมดาที่รวยมากคนนึงนี่เอง… ผิดหวังพอดูเลยค่ะ เพราะถ้าทำได้มันน่าจะสนุกตื่นเต้นขึ้นเยอะเลย
  3. Jay Chou – แอร์ไทม์น้อยมาก ตัวประกอบมากกกกกกกกกก ชนิดที่ว่าถ้าตัดบทของเจย์ทั้งหมดออกไป ก็ไม่ได้มีผลอะไรกับตัวเรื่องเลยค่ะ… ฟีลเหมือนกับว่า เพราะภาคนี้เรื่องเกิดในมาเก๊านะ เพราะงั้นก็ต้องใส่ซุปเปอร์สตาร์ที่เป็นคนจีนมาสักคนนะ อะไรทำนองนี้(…)
  4. ดิแลนกับแดเนียล – รู้สึกว่าจุดขัดแย้งของสองคนนี้คลี่คลายเร็วและง่ายมาก จนรู้สึกเสียดายค่ะ… น่าจะไปขยายเป็นดราม่าอะไรได้มากกว่านี้ จะได้รู้สึกถึงการเติบโตของตัวละครหลักบ้าง
  5. กลเปลี่ยนเสื้อผ้า – ตอนที่แดเนียลปลอมตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าไปเรื่อยๆ มันดูไม่ได้ใช้เทคนิกซับซ้อนอะไรมาก แต่เป็นซีนที่เท่และจังหวะดีมากเลยค่ะ ชอบ
  6. กลปาไพ่ – ซีนที่จตุรอาชาโดนค้นตัว แล้วปาไพ่ส่งๆกันน่ะค่ะ ตอนแรกรู้สึกบันเทิงกับซีนนี้มากๆค่ะ สร้างสรรค์ดี แต่ไปๆมาๆมันเริ่มยาวเกิน… จนเบื่อ แล้วก็คิดว่าเมื่อไหร่จะจบสักที เรียกว่าเป็นปัญหาในเรื่องไทม์มิ่งก็ว่าได้ล่ะมั้งคะ
  7. กลหยุดฝน – เป็นซีนเล่นกลที่ดูดีที่สุดในเรื่องสำหรับเราค่ะ สวยและว้าว แม้จะหลุดมาในเทรลเลอร์หมดแล้วแต่ก็ตื่นตาตื่นใจอยู่ดี เทคนิคที่ใช้ก็ไฮเทคดีค่ะ ประทับใจ
  8. กลสุดท้าย – ซีนนี้เดาง่ายสุดๆจนไม่รู้สึกเซอร์ไพรซ์อะไรเลยค่ะ ทั้งๆที่ควรเป็นกลปิดเรื่องที่ทำให้เจ๋งๆไปเลยแท้ๆ ส่วนนึงคงเป็นเพราะเขาเฉลยกลแรก(ที่ลงท่อแล้ววาร์ปมามาเก๊า)ตั้งแต่ต้นเรื่อง ทำให้รู้เลยว่า กลเครื่องบินนี่มันต้องใช้มุกสะกดจิตมาเอี่ยวแน่ๆ… แล้วก็เป็นแบบนั้นจริงๆ

 

 

 

 

 

Summary

โดยรวมก็..ไม่ชอบค่ะ เรารู้สึกโอเคกับภาคแรกมากกว่าเยอะเลย ขอหักคะแนนจากภาคแรกเพิ่มไป 2 คะแนนค่ะ

Score: 6/10

002: 10 Cloverfield Lane

Warning:

  1. จขบ.ไม่ได้มีความรู้เรื่องหนังมากมายอะไร วิจารณ์ไปตามอารมณ์/ความชอบส่วนตัวล้วนๆ หากมีส่วนใดที่ข้อมูลผิดพลาดก็ท้วงติงได้ค่ะ
  2. บทความนี้มี Spoiler แต่ส่วนไหนที่สปอยล์จะครอบด้วยเครื่องหมาย [ ] และเปลี่ยนสีให้เหมือนพื้นหลังไว้ ถ้าไม่คลุมดำก็ไม่เห็น เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลว่าจะไปอ่านเจอนะคะ

10-cloverfield-lane.jpg

เนื่องด้วยมุมกล้องแบบแฮนด์เฮลด์อันชวนปวดหัวจนพาคลื่นไส้ บวกกับการเกริ่นเรื่องที่ยืดเยื้อกินเวลามากเกินไปนิด และรสนิยมส่วนตัวของเราเอง… ที่ไม่ได้มีความพิสมัยกับหนังแนวสัตว์ประหลาดถล่มโลกมากเท่าไหร่นัก… Cloverfield (2008) จึงกลายเป็นหนังที่เราจดจำไว้แต่ความประทับใจในแง่ลบเอาเสียมาก แถมยังดูไม่จบซะด้วยค่ะ

เมื่อมีข่าวคราวของแฟรนไชส์หนังเรื่องที่ว่าออกมา ปฏิกิริยาแรกของเราคือ “ไม่สนใจ” พูดได้เลยว่าไม่คิดจะเหลียวแล หรือแม้แต่คลิกเข้าไปดูเทรลเลอร์ซะด้วยซ้ำ จนกระทั่งหนังเรื่องนี้เริ่มฉาย และได้เห็นคำชื่นชมจากหลายๆทาง ทั้งจากคอหนังและบุคคลทั่วไป ทำให้ได้ไปหาข้อมูลแล้วก็พบว่า “อ้าว มันไม่ใช่ภาคต่อ แค่อยู่ในจักรวาลเดียวกันนี่หว่า” (…) กำแพงทั้งหมดจึงทลายลง ประกอบกับเทรลเลอร์ที่ดูน่าสนใจ จึงได้ตัดสินใจไปดูในที่สุดค่ะ

สำหรับคนที่ขี้เกียจดูเทรลเลอร์… ถ้าให้เล่าคร่าวๆโดยไม่สปอยล์… 10 Cloverfield Lane นั้นนำเสนอเรื่องของ 1 หญิง 2 ชาย ที่มาติดแหงกอยู่ในบังเกอร์หลบภัยใต้ดิน ทั้งโดยเต็มใจและไม่ยินยอม ด้วยข้ออ้างที่ว่า โลกภายนอกนั้น “ไม่ปลอดภัย” อีกต่อไป… แต่จะถามว่าไม่ปลอดภัยเพราะอะไร ก็คงต้องไปหาคำตอบเอาเองในเรื่องนะคะ

แค่นี้น่ะเหรอ? ก็แค่นี้ล่ะค่ะ 55555 เนื้อหา ตัวละคร รวมไปถึงสถานที่ที่ใช้ดำเนินเรื่องนั้น “น้อย” มากๆ… ไม่รู้ว่าตั้งใจจะให้เข้าทำนอง “less is more” รึเปล่านะ? แต่เราคิดว่ามัน work มากๆค่ะ!! หนังนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับจิตวิทยาและความกดดันในที่แคบได้เห็นชัดดี ยิ่งประกอบกับดนตรีชวนลุ้นระทึกก็ยิ่งทำให้คนดูรู้สึกหวาดระแวง และตึงเครียดไปตามตัวละครตลอดเวลา ตัวละครหลักของเรื่อง แม่สาวมิเชล (Mary Elizabeth Winstead) แทบจะรับบทแทนคนดูเลยก็ว่าได้ เพราะว่าตัวเธอเองแทบจะไม่ก็รู้ข้อมูลห่าอะไรเลยพอๆกับเราๆนี่แหละ คำถามมากมายที่เธอตั้งขึ้นมาในหัวตลอดทั้งเรื่องก็ล้วนเป็นเรื่องที่คนดูต้องคิดสงสัยเหมือนกัน อย่างเช่น “ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่” “เกิดอะไรขึ้นกับโลกภายนอก” “ควรจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์ต่อไปอย่างไรดี” พอบวกเข้ากับความกระชับฉับไวในการดำเนินเรื่อง ทำให้หนังเรื่องนี้แทบจะไม่มีช่วงเวลาที่น่าเบื่อเลยล่ะค่ะ แม้แต่เหตุการณ์ที่(แลดู)ไม่มีสาระหลายๆฉากเอง ก็กลับกลายเป็นชนวนสำคัญในการผลักดันเนื้อเรื่องให้ดำเนินต่อไปได้ในภายหลังทั้งนั้น [ยกตัวอย่างเช่น ฉากทำวิสกี้ on the rocks, ฉากดึงผ้าม่านกั้นห้องอาบน้ำ, ฉากที่เอ็มเม็ตชวนมิเชลอ่านนิตยสาร ฯลฯ]

10 Cloverfield Lane.jpg

พูดถึงตัวละครอีก 2 ตัวที่เหลือบ้าง… ในส่วนของฮาวเวิร์ด (John Goodman) พี่ใหญ่ใจนักเลง(?)ของบังเกอร์นั้นก็สร้างความตึงเครียดให้กับเรื่องได้รุนแรงดี หลายๆฉากที่ได้เห็นการบันดาลโทสะอันทรงพลังของเขา สารภาพว่าเราก็แอบสะดุ้งตัวเกร็ง จิกเบาะไปหลายทีอยู่ค่ะ ฮืออ 55555 แต่สำหรับเอ็มเม็ต (John Gallagher Jr.) ตัวละครตัวสุดท้าย เราคิดว่าบทเขายังตื้นและน้อยไปนิดๆ ก็แอบเสียดายอยู่เหมือนกันค่ะ ดูสามารถเอามาต่อยอดเล่นอะไรได้มากกว่านี้นะ… แต่ก็ถือว่าช่วยส่งเสริมอีก 2 ตัวละครหลักได้ดีแหละ

อันที่จริง… ในฐานะคนที่ค่อนข้างชอบดูหนังแนวทริลเลอร์… เราคิดว่าพล็อตของเรื่องนี้ไม่ได้แปลกใหม่ และค่อนข้างจะเดาง่ายค่ะ… หมายถึงส่วนโครงหลักๆ ไม่นับรายละเอียดยิบย่อยน่ะนะ [เดาไว้แล้วค่ะว่ายังไงเอ็มเม็ตต้องถูกฮาวเวิร์ดฆ่า มิเชลต้องพยายามหนีแล้วล่มครั้งนึง แต่หนีได้ในความพยายามครั้งที่ 2 และมิเชลจะเป็นคนฆ่าฮาวเวิร์ดที่ขัดขวางการหลบหนีของเธอ อีกทั้งมันเป็นแฟรนไชส์ของ Cloverfield เลยพอจะรู้ว่าตอบจบต้องมีสัตว์ประหลาดมาเกี่ยวชัวร์ๆ 55555] แต่ด้วยการนำเสนอที่ดี เลยทำให้พล็อตที่อยู่ภายใต้ความคาดเดาเนี่ยดูมีมิติและตื่นเต้นระทึกใจขึ้นมา… ประมาณว่า… ฉันรู้นะว่าจะต้องเกิดเหตุการณ์นั้นเหตุการณ์นี้ แต่มันก็อดลุ้นตามไปด้วยไม่ได้อยู่ดียังไงล่ะ!! สรุปก็คือ… ชอบมากๆค่ะ เป็นหนังที่ดูในปี 2016 แล้วประทับใจรองลงมาจาก Steve Jobs เลยแหละ (หนังมันไปกันคนละแนวเลยนะยะหล่อน) สำหรับคนที่ชอบ Cloverfield และคาดหวังว่าว่าจะได้เห็นอะไรที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับเรื่องนั้นก็อาจจะรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง… แต่สำหรับคอหนังทริลเลอร์ล่ะก็ขอแนะนำอย่างสูงเลยค่ะ เป็นช่วงเวลาเกือบๆ 2 ชั่วโมงที่คุ้มค่าทุกนาทีดูทีวีสีช่องสามมาก ไม่เสียดายค่าตั๋วหนังแน่นอน

Score: 8.5/10

001: And the Oscar (may) goes to…

เหตุเกิดจากความพ่ายแพ้อย่างหมดรูปเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้ก็เลยเอ่ยปากชวนโทนี่ ว่ามา“แข่งทายผลออสการ์”กันอีกสักรอบไหม? เผื่อจะได้ทวงบัลลังก์คืนน่ะค่ะ! ไม่สิ… เรายังไม่เคยชนะเลยนี่หว่า จะเรียกว่าทวงคืนได้ไง นังเด๋ออออ

ส่วนตัว… คิดว่าออสการ์ปีนี้เดายากพอสมควรเลย มีหลายๆตำแหน่งที่ไม่แน่ใจ ลังเล สับสน ฉงน งงงวย แม้จะไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับวงการหนังเท่าไหร่ แต่ก็จะพยายามเดาอย่างตั้งใจที่สุดล่ะค่ะ! นุ้งนินกัมบาริมัส! /อี๋—-

อนึ่ง คงไม่ได้ทายทุกรางวัลล่ะค่ะ เพราะไม่มีปัญญา(…) ที่ตกลงกันไว้ก็มีทั้งหมด 11 รางวัลดังนี้ นี้ นี้ นี้

Animated Film – Inside Out

insideoutfamily-normal_e46cac6d.jpeg
เป็นรางวัลเดียวที่ไม่ต้องเดา ไม่ต้องวิเคราะห์ ไม่ต้องคิดเชี่ยอะไรเลย ได้แน่นอนอยู่แล้ว และคิดว่าสมควรได้ ที่สุดด้วยค่ะ… จริงๆก็ยังไม่ได้ดู Anomalisa นะ (เห็นคำวิจารณ์ที่โคตรดีแล้วอยากดูมากกกกก) แต่คิดว่ามันดาร์คไป มันไม่ใช่อนิเมชันที่สร้างมาสำหรับผู้ชมทุกกลุ่ม ต่างกับ Inside Out แล้วอีกอย่าง… ปกติหนังอนิเมชั่นก็ตกเป็นของค่ายใหญ่ๆตลอดอยู่แล้ว เลยคิดว่าไม่มีอะไรให้ลุ้นอะค่ะ

Cinematography – The Revenant

zs.jpg
ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่า The Revenant เป็นหนังที่เราไม่ค่อยประทับใจ เท่าไรนักในแง่ของเนื้อเรื่อง บท ตัวละคร จังหวะการดำเนินเรื่อง และความบันเทิงในการรับชม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการถ่ายทำ ภาพต่างๆ มันสุดยอดมาก มัน breathtaking มาก รู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ดูแล้วหนาวไปถึงกระดูกเลยจริงๆ 555 คิดดูว่าต้องไปนั่งรอนั่งเฝ้านานแค่ไหนถึงจะได้ฉากแบบนั้นออกมา… ถ้าหนังเรื่องนี้จะได้รางวัล ก็ควรเป็นรางวัลนี้ล่ะค่ะ

Supporting Actress – Alicia Vikander (The Danish Girl)

rs_1024x759-151007091834-1024.alicia-the-danish-girl.cm.10715
ยังไม่ได้ดูหนังหรอกค่ะ แต่แค่เห็นในเทรลเลอร์ก็รู้สึกว่าต้องดีมากๆแน่ๆ.. คิดงั้นจริงๆนะ!!! ก็ตอนดูเทรลเลอร์เรายังน้ำตาร่วงเพราะการแสดงแค่ไม่กี่นาทีของนางเลยอะ (หรือเราเป็นมนุษย์เซนส์สิทีฟเกินไปกันนะ 555) จริงๆก็ชอบการแสดงของเจ๊เคทในเรื่อง Steve Jobs นะคะ ชอบความที่เจ๊เล่นไม่เยอะแต่กลับส่งเสริมพี่ฟาสได้ดีมากๆ ชอบทุกครั้งที่เจ๊ได้ออกฉาก แบบ.. เอาเลย เอาเลย! จัดการจ็อบส์สิ ตีตูดมันด้วยคำพูดซะ!!!! (นี่เชียร์มวยหรืออะไรยะหล่อน) ไม่มั่นใจระหว่างสองคนนี้ล่ะ เลยจ้ำจี้มะเขือเปาะแปะ แล้วก็ออกมาเป็นอลิเซีย จบนะคะ

Supporting Actor – Sylvester Stallone (Creed)

z
เห็นว่าลุงเพิ่งได้ Razzie Awards สาขากลับใจ(…)

Film Editing – Mad Max: Fury Road

mad-max-fury-road.jpg
จำได้ว่าเรื่องนี้ตัดต่อจากฟุตเตจยาว 400 ชั่วโมงเหลือแค่ราวๆ 2 ชั่วโมง… โอ้โห แค่ฟังก็รู้สึกปวดหัวตึ้บขึ้นมาเลย 55555 แล้วมันก็ออกมาเป็น 2 ชั่วโมงที่อัดแน่นไปด้วยฉากแอคชั่นสุดมัน กระชับ รวดเร็ว ลื่นไหล ไม่มีซีนเวิ่นเว้อให้รำคาญใจเลยสักนิดนะ ซูฮกทีมตัดต่อจากใจเลยค่ะ

Original Screenplay – Spotlight

Spotlight
ไม่มีความรู้เรื่องบทภาพยนตร์ เลยไปลอกที่คนส่วนใหญ่เขาเดากันมาค่ะ(…)

Adapted Screenplay – The Big Short

THE-BIG-SHORT-2-1200x849.png
ลอกที่คนอื่นเขาเดากันมาอีกแล้ว /โดนเตะ ไม่รู้สิคะ มันดูเป็นสไตล์ออสการ์สุดอะค่ะ ถ้าเทียบกับเรื่องอื่นๆ

Leading Actress – Brie Larson (Room)

room-brie-larson
ไม่ได้ดูเรื่องที่ nominee หญิงคนอื่นเล่นเลยค่ะ แต่ดู Room แล้วรู้สึกว่าบรีก็เล่นดีมากกกกก (แม้ว่าปัจจัยใหญ่ๆที่ส่งเสริมเธอจะเป็นน้องเจค็อบก็ตาม) เลยเดาบรีไปเลยแล้วกัน ง่ายๆงี้แหละ 55555555 ปล. ชอบตรงที่บรีไม่ล้างหน้าเลยระหว่างอยู่ในกองถ่าย เพื่อแสดงให้เห็นความเขรอะและความ no-makeup นะ โทรมจีจี สิวบรีใหญ่มาก

Leading Actor – Leonado DiCaprio (The Revenant)

o2wgqwemiYvyAPTb2pK-o.gifo2widbetr4wyWlOCGFh-o.gifo2wii8ko7IHdf72oT5e-o.gif
ดูจากผลรางวัลสำนักอื่นๆที่ผ่านมา เหมือนว่าลีโอจะนอนมามากๆ เลยต้องกัดฟันเดาว่าเป็นลีโอไปค่ะ อันที่จริงแล้ว เราเชียร์ฟาสเบนเดอร์ มากสุดอะไรสุด ตามความเห็นส่วนตัว ลีโอแสดงทุ่มเทมากจริงๆ… แต่!! ผลงานแสดงในเรื่องนี้ก็ไม่ได้ออกมาโดดเด่นเท่าไรนัก ลองคิดว่าให้คนอื่นมาแสดงบทนี้แทน เราคิดว่าแทนได้ค่ะ หลายคนด้วยเอ้า! แต่สำหรับบทสตีฟจ็อบส์ของพี่ฟาสฯ เรามั่นใจว่าไม่มีใครทำได้สุดยอดและตราตรึงใจขนาดนั้น… คือถึงพี่จะหน้าไม่เหมือนจ็อบส์ แต่พี่เล่นซะหนูเชื่อว่าเป็นจ็อบส์เลยไง /สั่นนนน แน่นอนว่าเราก็อยากให้ลีโอได้สัมผัสออสการ์สักวันนะ แต่ไม่ใช่ปีนี้อะค่ะ อยากให้ลีโอได้ด้วยผลงานที่ดีกว่านี้ เข้าใจเรามั้ย ฮือ 555555 /โป้งชี้ก้อยให้ลีโอ

Directing – George Miller (Mad Max: Fury Road)

zx.jpg
ปู่แก่ขนาดนี้ยังลุกมาทำหนังบ้าคลั่งแบบนี้ได้ ให้รางวัลปู่ที่ไม่หัวใจวายเป็นอะไรไประหว่างถ่ายทำเถอะค่ะ 55555 อีกอย่างคืออเลฮานโดรได้รางวัลไปปีที่แล้วกับ Birdman เลยคิดว่าไม่น่าได้ซ้ำร้อกกกกก ไม่หรอกกกกกกก (มั้ง) อะ.. ชักไม่แน่ใจแล้วสิ ปีที่แล้วลิงก์เลเตอร์ (ที่ลงทุนถ่าย Boyhood นาน 12 ปี) ยังแพ้ให้แกเลยนี่หว่า… /เหงื่อตก แต่ก็ต้องเดาสักเรื่องอยู่ดีนี่นา เพราะงั้นยืนยัน Mad Max เหมือนเดิมแล้วกันนะ ด้วยแรงแห่งความอวย

Best Picture – Spotlight

maxresdefault.jpg
โมโหมากที่ Steve Jobs ไม่ได้เข้าชิงรางวัลนี้ 💢 💢 💢 อันที่จริงเรายังดูหนังเข้าชิงไม่ครบเลยค่ะ (ขาด Brooklyn กับ Bridge of Spies) แต่เราว่าทั้ง 6 เรื่องที่ดูไป ไม่มีเรื่องไหนสู้ Steve Jobs ได้เลยนะ ฮึ่มมมม /โดนกระทืบโทษฐานอวยออกหน้าออกตาเกิน ถ้าถามความคิดเห็น… เราคิดว่าเรื่องที่มีองค์ประกอบครบที่สุดสำหรับการจะชนะคงเป็น Spotlight แต่เรื่องที่เราอวยที่สุดในนี้คือ Mad Max: Fury Road (ซึ่งไม่น่าจะได้หรอกแกรรรรรรรร๊) ไม่พูดถึง The Revenant นะ แม้จะได้มาหลายสำนักแล้วก็ตาม เพราะหมั่นมาก


ไม่ได้เขียนบล็อกจริงจังนานมากๆ ตั้งแต่สมัยสิง exteen นู่นเลย พอมาเริ่มเขียนอะไรแบบนี้อีกที บอกตามตรงว่าเริ่มไม่ถูก อยู่พักใหญ่ค่ะ 55555 แต่พอเครื่องติดแล้วก็สนุกดีนะคะ ได้ระลึกถึงบรรยากาศเก่าๆ (ซึ่งเราเองก็ลืมไปเกือบหมดแล้ว) ด้วย

พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันประกาศผลออสการ์จริงๆแล้ว ตื่นเต้นมาก ปีที่แล้วเราเดาไม่ค่อยถูกยกเว้นพวกรางวัลที่นอนมาล่ะ รู้สึกอนาถใจกับตัวเองเหลือเกิน… ก็หวังว่าปีนี้จะมีพัฒนาการ(?)มากขึ้น ใครมีความคิดเห็น เดากันไว้ยังไงก็มาคุยมาเมาท์กันได้นะคะ ขอบคุณที่แวะเวียนเข้ามาอ่านค่า! 💋💋💋