002: 10 Cloverfield Lane

Warning:

  1. จขบ.ไม่ได้มีความรู้เรื่องหนังมากมายอะไร วิจารณ์ไปตามอารมณ์/ความชอบส่วนตัวล้วนๆ หากมีส่วนใดที่ข้อมูลผิดพลาดก็ท้วงติงได้ค่ะ
  2. บทความนี้มี Spoiler แต่ส่วนไหนที่สปอยล์จะครอบด้วยเครื่องหมาย [ ] และเปลี่ยนสีให้เหมือนพื้นหลังไว้ ถ้าไม่คลุมดำก็ไม่เห็น เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลว่าจะไปอ่านเจอนะคะ

10-cloverfield-lane.jpg

เนื่องด้วยมุมกล้องแบบแฮนด์เฮลด์อันชวนปวดหัวจนพาคลื่นไส้ บวกกับการเกริ่นเรื่องที่ยืดเยื้อกินเวลามากเกินไปนิด และรสนิยมส่วนตัวของเราเอง… ที่ไม่ได้มีความพิสมัยกับหนังแนวสัตว์ประหลาดถล่มโลกมากเท่าไหร่นัก… Cloverfield (2008) จึงกลายเป็นหนังที่เราจดจำไว้แต่ความประทับใจในแง่ลบเอาเสียมาก แถมยังดูไม่จบซะด้วยค่ะ

เมื่อมีข่าวคราวของแฟรนไชส์หนังเรื่องที่ว่าออกมา ปฏิกิริยาแรกของเราคือ “ไม่สนใจ” พูดได้เลยว่าไม่คิดจะเหลียวแล หรือแม้แต่คลิกเข้าไปดูเทรลเลอร์ซะด้วยซ้ำ จนกระทั่งหนังเรื่องนี้เริ่มฉาย และได้เห็นคำชื่นชมจากหลายๆทาง ทั้งจากคอหนังและบุคคลทั่วไป ทำให้ได้ไปหาข้อมูลแล้วก็พบว่า “อ้าว มันไม่ใช่ภาคต่อ แค่อยู่ในจักรวาลเดียวกันนี่หว่า” (…) กำแพงทั้งหมดจึงทลายลง ประกอบกับเทรลเลอร์ที่ดูน่าสนใจ จึงได้ตัดสินใจไปดูในที่สุดค่ะ

สำหรับคนที่ขี้เกียจดูเทรลเลอร์… ถ้าให้เล่าคร่าวๆโดยไม่สปอยล์… 10 Cloverfield Lane นั้นนำเสนอเรื่องของ 1 หญิง 2 ชาย ที่มาติดแหงกอยู่ในบังเกอร์หลบภัยใต้ดิน ทั้งโดยเต็มใจและไม่ยินยอม ด้วยข้ออ้างที่ว่า โลกภายนอกนั้น “ไม่ปลอดภัย” อีกต่อไป… แต่จะถามว่าไม่ปลอดภัยเพราะอะไร ก็คงต้องไปหาคำตอบเอาเองในเรื่องนะคะ

แค่นี้น่ะเหรอ? ก็แค่นี้ล่ะค่ะ 55555 เนื้อหา ตัวละคร รวมไปถึงสถานที่ที่ใช้ดำเนินเรื่องนั้น “น้อย” มากๆ… ไม่รู้ว่าตั้งใจจะให้เข้าทำนอง “less is more” รึเปล่านะ? แต่เราคิดว่ามัน work มากๆค่ะ!! หนังนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับจิตวิทยาและความกดดันในที่แคบได้เห็นชัดดี ยิ่งประกอบกับดนตรีชวนลุ้นระทึกก็ยิ่งทำให้คนดูรู้สึกหวาดระแวง และตึงเครียดไปตามตัวละครตลอดเวลา ตัวละครหลักของเรื่อง แม่สาวมิเชล (Mary Elizabeth Winstead) แทบจะรับบทแทนคนดูเลยก็ว่าได้ เพราะว่าตัวเธอเองแทบจะไม่ก็รู้ข้อมูลห่าอะไรเลยพอๆกับเราๆนี่แหละ คำถามมากมายที่เธอตั้งขึ้นมาในหัวตลอดทั้งเรื่องก็ล้วนเป็นเรื่องที่คนดูต้องคิดสงสัยเหมือนกัน อย่างเช่น “ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่” “เกิดอะไรขึ้นกับโลกภายนอก” “ควรจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์ต่อไปอย่างไรดี” พอบวกเข้ากับความกระชับฉับไวในการดำเนินเรื่อง ทำให้หนังเรื่องนี้แทบจะไม่มีช่วงเวลาที่น่าเบื่อเลยล่ะค่ะ แม้แต่เหตุการณ์ที่(แลดู)ไม่มีสาระหลายๆฉากเอง ก็กลับกลายเป็นชนวนสำคัญในการผลักดันเนื้อเรื่องให้ดำเนินต่อไปได้ในภายหลังทั้งนั้น [ยกตัวอย่างเช่น ฉากทำวิสกี้ on the rocks, ฉากดึงผ้าม่านกั้นห้องอาบน้ำ, ฉากที่เอ็มเม็ตชวนมิเชลอ่านนิตยสาร ฯลฯ]

10 Cloverfield Lane.jpg

พูดถึงตัวละครอีก 2 ตัวที่เหลือบ้าง… ในส่วนของฮาวเวิร์ด (John Goodman) พี่ใหญ่ใจนักเลง(?)ของบังเกอร์นั้นก็สร้างความตึงเครียดให้กับเรื่องได้รุนแรงดี หลายๆฉากที่ได้เห็นการบันดาลโทสะอันทรงพลังของเขา สารภาพว่าเราก็แอบสะดุ้งตัวเกร็ง จิกเบาะไปหลายทีอยู่ค่ะ ฮืออ 55555 แต่สำหรับเอ็มเม็ต (John Gallagher Jr.) ตัวละครตัวสุดท้าย เราคิดว่าบทเขายังตื้นและน้อยไปนิดๆ ก็แอบเสียดายอยู่เหมือนกันค่ะ ดูสามารถเอามาต่อยอดเล่นอะไรได้มากกว่านี้นะ… แต่ก็ถือว่าช่วยส่งเสริมอีก 2 ตัวละครหลักได้ดีแหละ

อันที่จริง… ในฐานะคนที่ค่อนข้างชอบดูหนังแนวทริลเลอร์… เราคิดว่าพล็อตของเรื่องนี้ไม่ได้แปลกใหม่ และค่อนข้างจะเดาง่ายค่ะ… หมายถึงส่วนโครงหลักๆ ไม่นับรายละเอียดยิบย่อยน่ะนะ [เดาไว้แล้วค่ะว่ายังไงเอ็มเม็ตต้องถูกฮาวเวิร์ดฆ่า มิเชลต้องพยายามหนีแล้วล่มครั้งนึง แต่หนีได้ในความพยายามครั้งที่ 2 และมิเชลจะเป็นคนฆ่าฮาวเวิร์ดที่ขัดขวางการหลบหนีของเธอ อีกทั้งมันเป็นแฟรนไชส์ของ Cloverfield เลยพอจะรู้ว่าตอบจบต้องมีสัตว์ประหลาดมาเกี่ยวชัวร์ๆ 55555] แต่ด้วยการนำเสนอที่ดี เลยทำให้พล็อตที่อยู่ภายใต้ความคาดเดาเนี่ยดูมีมิติและตื่นเต้นระทึกใจขึ้นมา… ประมาณว่า… ฉันรู้นะว่าจะต้องเกิดเหตุการณ์นั้นเหตุการณ์นี้ แต่มันก็อดลุ้นตามไปด้วยไม่ได้อยู่ดียังไงล่ะ!! สรุปก็คือ… ชอบมากๆค่ะ เป็นหนังที่ดูในปี 2016 แล้วประทับใจรองลงมาจาก Steve Jobs เลยแหละ (หนังมันไปกันคนละแนวเลยนะยะหล่อน) สำหรับคนที่ชอบ Cloverfield และคาดหวังว่าว่าจะได้เห็นอะไรที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับเรื่องนั้นก็อาจจะรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง… แต่สำหรับคอหนังทริลเลอร์ล่ะก็ขอแนะนำอย่างสูงเลยค่ะ เป็นช่วงเวลาเกือบๆ 2 ชั่วโมงที่คุ้มค่าทุกนาทีดูทีวีสีช่องสามมาก ไม่เสียดายค่าตั๋วหนังแน่นอน

Score: 8.5/10

Advertisements