005: NERVE

Warning:

  1. จขบ.ไม่ได้มีความรู้เรื่องหนังมากมายอะไร วิจารณ์ไปตามอารมณ์/ความชอบส่วนตัวล้วนๆ หากมีส่วนใดที่ข้อมูลผิดพลาดก็ท้วงติงได้ค่ะ
  2. บทความนี้ไม่มี Spoiler จะพูดถึงเนื้อเรื่องเท่าที่เห็นในเทรลเลอร์เท่านั้น

nerve-quad-poster

download

  1. เคมีของพระเอกกับนางเอก – ทั้งสองคนไม่ได้เล่นดีเป็นพิเศษอะไรค่ะ ต้องบอกเลยว่าธรรมดาทั่วไป แต่เคมีก็เข้ากันดีนะ (ถึงเราจะเชียร์เพื่อนพระเอกก็เถอะ——)
  2. pace ของหนัง – หนังเดินเรื่องได้ค่อนข้างกระชับฉับไว ไม่เยิ่นเย้อ แต่ก็ไม่ได้เร็วเกินไปจนคนดูตามไม่ทัน ทำให้ไม่มีช่วงน่าเบื่อให้รำคาญใจค่ะ ช่วงที่ปูเรื่องเกี่ยวกับปูมหลังของตัวเอกก็สั้นๆง่ายๆไม่กินเวลา แต่ก็ทำให้เข้าใจเหตุผลว่าทำไมตัวเอกจึงตัดสินใจทำอะไรแบบนี้ (แม้เหตุผลมันจะเบาไปสักนิด)
  3. สารที่ตัวหนังต้องการจะสื่อ และวิธีการส่งสารให้ผู้ชม – ตัวหนังเสียดสีพฤติกรรมของชาวโซเชียลในปัจจุบันได้ดี ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยากเด่นอยากดังจนยอมทำทุกอย่างแม้กระทั่งเรื่องแย่ๆหรือเรื่องที่ต้องเอาตัวเข้าเสี่ยงลงในสังคมออนไลน์ พวกคนที่เสพติดยอดไลค์ เสพติดคอมเมนท์ หรือแม้กระทั่งเหยื่อจาก cyber bullying และความน่ากลัวของมัน… ทุกประเด็นถูกนำเสนอผ่าน ‘เกม’ ออกมาอย่างฉลาด เข้าถึงง่าย และดูไม่ยัดเยียดแม้แต่น้อย และอีกอย่างที่ชอบมากๆก็คือ… คนดูอย่างเราๆเองก็เหมือนได้เฝ้าดูเหล่าตัวเอกที่รับบท player จากมุมมองของ watcher ในเกม ทำให้รู้สึกอินและลุ้นตามไปด้วย
  4. บท – ตัวบทยังมีหลายๆจุดที่ดูไม่สมเหตุสมผล หลายๆจุดที่ดูแล้วรู้สึกงงกับการกระทำและการตัดสินใจของตัวละคร โดยเฉพาะบทสรุปของเรื่องที่ทำเอามึนว่าแบบนี้ก็ได้เหรอ? แต่ถ้าพยายามแถๆซะว่าวัยรุ่นฝรั่งพวกนี้มีอารมณ์แปรปรวนก็เลยทำอะไรที่ดูไม่เมคเซนส์ออกมาบ่อยๆ… ก็พอจะทำให้เมินจุดพวกนี้ไปได้บ้างล่ะมั้งคะ 5555 (ถ้าเมินตรงนี้ไปได้แล้วหนังมันสนุกจริงๆนะ!)
  5. ดนตรีประกอบ – เพลงประกอบในเรื่องจะมีกลิ่นอายของอิเล็กโทรซะเยอะ และแต่ละเพลงก็เลือกมาได้เข้ากับบรรยากาศแต่ละฉากดี มีส่วนช่วยให้หนังกลมกล่อมขึ้นเยอะเลยค่ะ มีเพลงของ Melanie Martinez (ผู้เข้าแข่งขัน The voice US) ด้วยนะ!!
  6. โทนสี – แสงสีในเรื่องออกแนวฉูดฉาดนีออนๆตลอดเวลา ช่วยเสริมบรรยากาศไนท์ไลฟ์และสื่อถึงด้านมืดของโลกไซเบอร์ได้ดี เป็นอีกส่วนที่เราชอบมากค่ะ
  7. Miles Heizer – พ่อหนุ่มที่เล่นเป็นเพื่อนสนิทของนางเอกคนนี้… สารภาพว่าเราไม่รู้จักเขามาก่อน แต่ดูแล้วชอบมากเลยค่ะ กรี๊ด 555555 การแสดงเขาก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรหรอก บทก็ตัวประกอบพระรองผู้แสนดีม้ากมาก แต่หล่อแบบเนิร์ดกายดีน่ะค่ะ /เขินอาย

miles-heizer-nerve-kD9N.jpg

Summary

หนังยังมีจุดบกพร่องและช่องโหว่อยู่หลายที่ ถึงแม้ว่าปลายทางของเรื่องจะยังไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่ แต่ระหว่างทางกลับออกมาสนุกกลมกล่อม…  และตัวเนื้อมันดีกว่าหน้าหนังเยอะจริงๆค่ะ รู้สึกเหมือนโดนเทรลเลอร์หลอกอีกแล้ว 555

Score: 7.5/10

004: Suicide Squad (Spoil)

Warning:

  1. จขบ.ไม่ได้มีความรู้เรื่องหนังมากมายอะไร วิจารณ์ไปตามอารมณ์/ความชอบส่วนตัวล้วนๆ หากมีส่วนใดที่ข้อมูลผิดพลาดก็ท้วงติงได้ค่ะ
  2. บทความนี้มี Spoiler ค่ะ ใครยังไม่ได้ดูหนังก็ปิดไปเลยก็ได้นะคะ เพื่ออรรถรสในการรับชม

suicide-squad-movie-characters-calendar

จริงๆแล้ว Suicide Squad เป็นหนึ่งในหนังที่เราเฝ้ารอดูมากที่สุดสำหรับปีนี้เลยค่ะ ต้องบอกไว้ก่อนว่าเราก็ไม่ได้เป็นแฟนคอมมิค DC แต่อย่างใดนะ แต่เพราะเทรลเลอร์ที่ทำออกมาได้ดึงดูดมากๆนี่แหละถึงได้ตัดสินใจไปดู… หลังจากดูจบก็เต็มไปด้วยหลายๆอารมณ์ปนเปกันจนพูดไม่ถูกค่ะ 55555 ไม่รู้จะยกประเด็นไหนมาก่อนดี เพราะฉะนั้นจะขอแยกเป็นข้อๆเหมือนเอนทรี่ก่อน เพื่อความสะดวกในการเรียบเรียงความคิดนะคะ u v u

Harley-Quinn-Will-Either-Make-Or-Break-Suicide-Squad

  1. Margot Robbie – มาร์โก้ รอบบี้ ในบท ฮาร์ลีย์ ควินน์ นั้นเผ็ชมากค่ะ รักนาง 55555555 และอยากจะเรียกว่านางเป็นจุดที่ดีที่สุดสำหรับหนังเรื่องนี้เลยค่ะ ชอบความเข้าถึงบทบาท ความจิตที่ดูจิตจริงๆ บ้าจริงๆไม่ใช้สลิงไม่ใช้ตัวแสดงแทน เป็นตัวละครเดียวที่ดูแล้วไม่รู้สึกขัดหรืออึดอัดอะไรเลย และความกวนตีนของนางเองก็สร้างสีสันให้กับเรื่องได้อย่างมากทีเดียว
  2. Will Smith – วิล สมิธ ในบทของเดดช็อตยังไม่ประทับใจเราสักเท่าไหร่ค่ะ ถ้าจะให้พูดตรงๆก็เหมือนเป็น วิล สมิธ ที่รับบทเป็น วิล สมิธ มากกว่า(…) ดูจนจบแล้วเราก็ยังเรียกตัวละครตัวนี้ในใจว่าวิล สมิธ ทั้งๆที่เรียกตัวละครอื่นตามชื่อในเรื่องหมดเลย แต่ก็โอเคนะคะ โผล่มาหยอดมุกให้บรรยากาศของเรื่องเบาลงบ้าง (แม้จะ วิล สมิธ มากๆก็ตาม—)
  3. Jared Leto – เรารู้สึกไม่ถูกชะตากับโจ๊กเกอร์ของ จาเร็ด เลโต มากๆเลยค่ะ 5555555 จะว่ายังไงดีล่ะ… ถ้า ฮาร์ลีย์ ควินน์ ของ มาร์โก้ ร็อบบี้ ในเรื่องนี้คือคนบ้าที่ดูจิตจริงๆ โจ๊กเกอร์ของ จาเร็ด เลโต ก็เป็นขั้วตรงข้ามค่ะ… เป็นคนบ้าที่ดูพยายามอย่างมากมายที่จะให้ตัวเองดูบ้า ดูวันนาบีไม่เบาเลยค่ะ และอีกอย่าง… ตามปกติความน่ากลัวของโจ๊กเกอร์จะอยู่ที่การทำอะไรไม่เป็นแบบแผนด้วยใช่ไหมนะ? แต่ในหนังเรื่องนี้กลับนำเสนอโจ๊กเกอร์ในมุมที่ดูทำตามแผน (และทำแผนล่มด้วย–) เลยยิ่งรู้สึกว่าไม่ค่อยโดนเลยค่ะ
  4. Viola Davis – เราเกลียดคอสตูมของ วิโอล่า เดวิส ผู้รับบท อแมนด้า วอลเลอร์ มากๆ สิ่งนี้ทำให้นางดูเป็นโคตรของโคตรของโคตรมนุษย์ป้า (แต่จริงๆเขาคงตั้งใจแหละ ฮือ 55555) เจ๊ก็ยังคงรักษามาตรฐานการแสดงอยู่แหละค่ะ แต่บทเจ้าป้าวอลเลอร์เนี่ย… เราว่ายังดูแบนๆ ไม่ค่อยส่งเสริมการแสดงของนางเท่าไหร่ และตายยากเวอร์ไปด้วยนะ(…)
  5. Cara Delevingne – บทเอ็นชานเทรสของคาร่า ดูจะไม่มีอะไรมากมายนอกจากออกมาเต้นระบำเลื้อยไปมา 55555555 ซึ่งเราไม่ได้จะติอะไรนะ เราคิดว่าใช้งานนางได้ถูกจุดดีค่ะ
  6. การปูเรื่อง – หนังเรื่องนีมีการปูเรื่องที่ยาวนาน และโฟกัสทีละตัวละคร คลับคล้าย X-men Apocalypse เลยค่ะ แต่ทว่า… การปูเรื่องในหลายๆจุดยังดูไม่จำเป็นสักเท่าไหร่ (อย่างเช่นซีนที่ผู้คุมเอาข้าวไปส่งให้ วิล สมิธ ที่คุก) ถ้าตัดออกไปได้บ้างก็คงจะดีค่ะ เพราะช่วงแรกของหนังมันยืดยาดน่าเบื่อเหลือเกิน
  7. การกระจายบท – เราค่อนข้างโอเคกับการกระจายบทในเรื่องนี้นะ แม้ว่าแอร์ไทม์ของแต่ละตัวละครจะดูแบ่งชั้นวรรณะมากๆ เพราะเราเข้าใจว่าตัวละครที่มีความเด่นอย่างฮาร์ลีย์มันก็น่าขายมากกว่ากัปตันบูมเมอร์แรงอะไรพวกนี้อยู่แล้วค่ะ
  8. ความไม่สมเหตุสมผลของบท – บทหนังราบเรียบเป็นเส้นตรง แต่เราจะไม่ถือว่าเป็นข้อเสียแล้วกันเนอะ เพราะก็เห็นกันอยู่ว่าหลายครั้งหลายคราวหนังบททื่อๆก็ให้ความสนุกแก่ผู้ชมได้(หากมาพร้อมกับองค์ประกอบที่ดี) แต่น่าเสียดายที่บทของ Suicide Squad นั้นมาพร้อมกับความ wtf และความไม่สมเหตุสมผลเป็นระยะๆ… ถ้าถามว่ามีพล็อตโฮลที่จุดไหนบ้าง… เยอะค่ะ เยอะจนไม่รู้จะอธิบายยังไงดีเลยทีเดียว
  9. ช่วงดราม่า – ช่วงดราม่า เป็นดราม่าที่แบนราบเป็นหน้ากระดานมากๆค่ะ แถมจังหวะที่แทรกดราม่าต่างๆของตัวละครยังรู้สึกว่ายัดเยียดๆและผิดที่ผิดทางอยู่ไม่น้อย ยกตัวอย่างที่เห็นชัดๆก็เช่น
    • คาตานะดราม่าหาผัว – ตรงจุดที่จู่ๆนางก็เกิดดราม่าเพ้อใส่ดาบขึ้นมา เกิดความงงเลยค่ะว่าจะดราม่าตอนนี้ทำไม เพื่ออะไร มีผลอะไรกับเรื่องไหม? ดูจนจบก็ยังไม่มีนะ ไม่ต้องใส่มาก็ได้ ไหนๆก็ให้เป็นตัวละครโลว์โปรไฟล์มาตั้งแต่ต้นแล้วนี่นา
    • เอลดิอาโบลดราม่าเผาบ้าน – ซีนที่ไปนั่งบาร์กัน แล้วอยู่ดีๆเอลดิอาโบลก็เล่าดราม่าของตัวเอง เราว่าบทสนทนาที่ลีดเข้าดราม่ามันไม่ธรรมชาติมากๆ ดูต้องการที่จะลากเข้าเรื่องว่า เออนี่นะพวกนาย ฉันฆ่าลูกฆ่าเมียมาจ้า ซึ่งมันไม่ไปด้วยกันกับคาร์ที่ดูอยากละทิ้งเรื่องพวกนี้มากๆ
  10. มุกตลก – ต้องบอกก่อนว่าเราไปดูหนังเรื่องนี้รอบเย็นวันอาทิตย์ เพราะฉะนั้นคนอัดแน่นเต็มโรงมาก และคนในโรงระเบิดหัวเราะกันอย่างสามัคคี(เป็นระยะๆ)มากค่ะ มีเรานี่แหละ ชนกลุ่มน้อยที่นั่งเงียบ… เอาจริงๆมุกตลกในเรื่องก็ไม่ได้แย่หรอกค่ะ แต่ออกแนวพอให้ยิ้มๆมากกว่า ส่วนตัวเราลั่นออกมาจริงๆแค่จุดเดียวตรงที่ วิล สมิธ สอนคณิตศาสตร์ให้ลูกตอนท้ายเรื่องน่ะค่ะ (ฮา)
  11. ฉากบู๊ – ส่วนแรกที่บู๊แบบหนังทหาร ใช้ปืน อาวุธ หมัดลุ่นๆซัดกันก็โอเคค่ะ แม้จะไม่เป็นที่จดจำแต่บันเทิงใช้ได้ และ วิล สมิธ เท่โคตร! ส่วนพาร์ทหลังที่บู๊แบบซัดพลังใส่กันนี่ขอไม่พูดถึงนะ
  12. ฮีโร่ หรือ วายร้าย? – เราไม่รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เป็นการรวมดาวร้ายมาทำภารกิจร่วมกันเลยค่ะ ไปๆมาๆมันมีเอเลเมนท์ของฮีโร่สูตรสำเร็จเยอะมากๆ ดูพยายามจะบิวท์ความเป็นฮีโร่จิตใจงามอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆที่ตัวละครเป็นตัวร้ายระดับเบ้งๆกันแท้ๆ มันน่าจะมีความแบดแอส หักหลังกัน เล่นแรงกันมากกว่านี้ และที่สำคัญ… ทุกคนดูกลายเป็นทีมอย่างง่ายดายจนตกใจ ดูรักเพื่อนกันเร็วมาก เฟรนด์ชิปอิสแมจิคมากๆ งง 555555

 

Summary

ให้สรุปก็… ไม่ชอบค่ะ เสียดายที่หนังมีวัตถุดิบที่ดีมาก (เช่นตัวละครที่น่าสนใจ เพลงประกอบที่ดี) แต่กลับเอามาใช้ได้ไม่คุ้มและนำเสนอไม่ค่อยถูกจุด… แต่ส่วนตัวก็คิดว่ายังดีกว่า BvS นะคะ 55555 อย่างน้อยหนังเรื่องนี้ก็มีจุดที่ให้ความบันเทิงอยู่บ้างนะ!

Score: 5/10

003: Now you see me 2

Warning:

  1. จขบ.ไม่ได้มีความรู้เรื่องหนังมากมายอะไร วิจารณ์ไปตามอารมณ์/ความชอบส่วนตัวล้วนๆ หากมีส่วนใดที่ข้อมูลผิดพลาดก็ท้วงติงได้ค่ะ
  2. บทความนี้มี Spoiler เพียงครึ่งหลัง และจะมีปุ่มให้เลือกข้าม Spoiler ไว้ด้วย เพราะงั้นก็อ่านไปก่อนได้ ไม่ต้องกังวลนะคะ!!

tumblr_inline_o5jvox0PEP1qzz4ul_540

เพิ่งไปโซโล่หนังเรื่องนี้มาสดๆร้อนๆเมื่อเย็นวานเลยค่ะ แล้วก็… ออกจากโรงมาด้วยอารมณ์ที่ไม่ค่อยจะโอเคเท่าไรนัก 55555 ทั้งๆที่ทำใจไปก่อนแล้วแท้ๆเชียว (ก่อนดูเช็คกระแสแล้วมันค่อนไปทางแย่ แถมคะแนนในมะเขือยังต่ำอีกค่ะ) เนื่องจากมีหลายๆเรื่องที่อยากพูดถึง จะขอแยกเป็นข้อๆเพื่อความสะดวกในการอ่านนะคะ

MV5BOGYzYWE0YWYtNDZiMy00N2Q5LWI2YzQtMjdkN2IwMjY0Y2E4XkEyXkFqcGdeQXVyNjUwNzk3NDc@._V1_.jpg

  1. Jesse Eisenberg – พ่อหนุ่มที่แสดงเป็นแดเนียล แอตลาส หนึ่งในจตุรอาชา… เขามีเสน่ห์มากค่ะ!!!!!!! จำได้ลางๆว่าภาคที่แล้วเขามีผม(…) ภาคนี้โกนซะเรียบเชียว แต่คนหล่อยังไงก็เป็นคนหล่อ อาหารตามาก แค่มองอย่างเดียวก็คุ้มแล้วค่ะ พูดแล้วก็เขินจัง 55555555
  2. บทที่สื่อสารอย่างไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ – ด้วยความที่มันเป็นหนังมายากล เป็นหนังอาชญากรรม เหมือนเขาจะตั้งใจทำให้หนังมันดูฉลาด ดูหักเหลี่ยมเฉือนคม… แต่ทว่า!! บทที่ไม่เคลียร์ การเรียบเรียงที่ดูสับสนในตัวเอง และการส่งสารให้ผู้ชมที่ไม่ดีเท่าไหร่นัก ทำให้หลายจังหวะรู้สึกงงว่า เอ๊ะ เดี๋ยวนะ มันกำลังเกิดอะไรขึ้นอยู่ มันทำแบบนี้กันทำไม(วะ) กว่าจะหายงงก็ปาไปหลายซีนค่ะ มันไม่ใช่ความงงแบบที่ชวนให้เราอยากรู้อยากเห็นอะไรแบบนั้น แต่เหมือนกับมีคนพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่องมาเล่าเรื่องให้คนดูฟังน่ะค่ะ
  3. โทนและทิศทางที่ชวนงงของหนัง – ด้วยความที่หนังพยายามจะทำตัวให้ฉลาด แต่ในขณะเดียวกันกลับมีจุดที่ไม่สมเหตุสมผลอยู่หลายจุดมาก… ทำให้เกิดความมึนงงกับโทนเรื่องค่ะ มันจะฉลาดก็ไม่ฉลาด เท่ก็ไม่เท่ จะบู๊ก็ไม่บู๊ แถมยังมีการใส่เรื่องของมุกตลกเข้ามามากกว่าภาคก่อน แต่ดันเป็นมุกที่กึ่งตลกกึ่งแป้กนี่สิ เลยยิ่งทำให้หนังเรื่องนี้ดูสะเปะสะปะมากยิ่งกว่าเดิมค่ะ… เราไม่ได้จะบอกว่าหนังที่มีหลายอารมณ์ในเรื่องเดียวคือหนังที่ไม่ดีนะคะ แต่ถ้ารู้จักแบ่งสรรปันส่วนให้ดีกว่านี้ และใส่ใจกับแต่ละองค์ประกอบย่อยให้มากขึ้นมันก็จะดีเองค่ะ (บางทีปัญหาของหนังอาจเป็นตรงที่อยากจะใส่นู่นนี่นั่นเยอะมาก ในเวลาที่จำกัดมากด้วยล่ะมั้งคะ)
  4. เล่นใหญ่ แต่ไม่ว้าว – หลายๆกลในเรื่องดูอลังการงานสร้างมากค่ะ แต่ไม่ค่อยรู้สึกว่าตื่นตาตื่นใจเท่าที่ควร แถมเดาวิธีได้ง่ายๆอีก บางมุกก็เก่าแล้ว
  5. ดราม่าแบบ Stereotype – ช่วงดราม่า เป็นดราม่าที่ดาดมากเลยค่ะ ปกติเราเป็นคนเซนส์ซิทีฟมากๆ เจอเรื่องชวนเศร้าชวนซึ้งอะไรเล็กๆน้อยๆก็บ่อน้ำตาแตกแล้ว แต่กับเรื่องนี้คือเฉยๆค่ะ ไม่มีอารมณ์ร่วมเลยจริงๆ

MENU        >>Go to Spoiler        >>Skip Spoiler

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Spoiler Zone

  1. Lizzy Caplan – ลิซซี่ในบทของลุล่า หรือจตุรอาชาคนใหม่นั้น… เป็นผู้หญิงที่น่ารำคาญและ KY ที่สุดในสามโลก ถึงแม้จะขโมยซีนคนอื่นสุดๆ แต่มุกนางแป้กอะค่ะ เหมือนเด็กที่เล่นใหญ่เพื่อเรียกร้องความสนใจมากกว่า
  2. Daniel Radcliffe – บทของแดน เปิดตัวมาดีนะคะ ดูเป็นตัวร้ายที่มีความน่าสนใจ เหมือนจะใช้วิทยาศาสตร์มาช่วยเล่นมายากล? แต่ว่า… สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้ความสามารถที่ว่านั้นสู้กับพวกตัวเอกเลยค่ะ เป็นวายร้ายธรรมด๊าธรรมดาที่รวยมากคนนึงนี่เอง… ผิดหวังพอดูเลยค่ะ เพราะถ้าทำได้มันน่าจะสนุกตื่นเต้นขึ้นเยอะเลย
  3. Jay Chou – แอร์ไทม์น้อยมาก ตัวประกอบมากกกกกกกกกก ชนิดที่ว่าถ้าตัดบทของเจย์ทั้งหมดออกไป ก็ไม่ได้มีผลอะไรกับตัวเรื่องเลยค่ะ… ฟีลเหมือนกับว่า เพราะภาคนี้เรื่องเกิดในมาเก๊านะ เพราะงั้นก็ต้องใส่ซุปเปอร์สตาร์ที่เป็นคนจีนมาสักคนนะ อะไรทำนองนี้(…)
  4. ดิแลนกับแดเนียล – รู้สึกว่าจุดขัดแย้งของสองคนนี้คลี่คลายเร็วและง่ายมาก จนรู้สึกเสียดายค่ะ… น่าจะไปขยายเป็นดราม่าอะไรได้มากกว่านี้ จะได้รู้สึกถึงการเติบโตของตัวละครหลักบ้าง
  5. กลเปลี่ยนเสื้อผ้า – ตอนที่แดเนียลปลอมตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าไปเรื่อยๆ มันดูไม่ได้ใช้เทคนิกซับซ้อนอะไรมาก แต่เป็นซีนที่เท่และจังหวะดีมากเลยค่ะ ชอบ
  6. กลปาไพ่ – ซีนที่จตุรอาชาโดนค้นตัว แล้วปาไพ่ส่งๆกันน่ะค่ะ ตอนแรกรู้สึกบันเทิงกับซีนนี้มากๆค่ะ สร้างสรรค์ดี แต่ไปๆมาๆมันเริ่มยาวเกิน… จนเบื่อ แล้วก็คิดว่าเมื่อไหร่จะจบสักที เรียกว่าเป็นปัญหาในเรื่องไทม์มิ่งก็ว่าได้ล่ะมั้งคะ
  7. กลหยุดฝน – เป็นซีนเล่นกลที่ดูดีที่สุดในเรื่องสำหรับเราค่ะ สวยและว้าว แม้จะหลุดมาในเทรลเลอร์หมดแล้วแต่ก็ตื่นตาตื่นใจอยู่ดี เทคนิคที่ใช้ก็ไฮเทคดีค่ะ ประทับใจ
  8. กลสุดท้าย – ซีนนี้เดาง่ายสุดๆจนไม่รู้สึกเซอร์ไพรซ์อะไรเลยค่ะ ทั้งๆที่ควรเป็นกลปิดเรื่องที่ทำให้เจ๋งๆไปเลยแท้ๆ ส่วนนึงคงเป็นเพราะเขาเฉลยกลแรก(ที่ลงท่อแล้ววาร์ปมามาเก๊า)ตั้งแต่ต้นเรื่อง ทำให้รู้เลยว่า กลเครื่องบินนี่มันต้องใช้มุกสะกดจิตมาเอี่ยวแน่ๆ… แล้วก็เป็นแบบนั้นจริงๆ

 

 

 

 

 

Summary

โดยรวมก็..ไม่ชอบค่ะ เรารู้สึกโอเคกับภาคแรกมากกว่าเยอะเลย ขอหักคะแนนจากภาคแรกเพิ่มไป 2 คะแนนค่ะ

Score: 6/10

002: 10 Cloverfield Lane

Warning:

  1. จขบ.ไม่ได้มีความรู้เรื่องหนังมากมายอะไร วิจารณ์ไปตามอารมณ์/ความชอบส่วนตัวล้วนๆ หากมีส่วนใดที่ข้อมูลผิดพลาดก็ท้วงติงได้ค่ะ
  2. บทความนี้มี Spoiler แต่ส่วนไหนที่สปอยล์จะครอบด้วยเครื่องหมาย [ ] และเปลี่ยนสีให้เหมือนพื้นหลังไว้ ถ้าไม่คลุมดำก็ไม่เห็น เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลว่าจะไปอ่านเจอนะคะ

10-cloverfield-lane.jpg

เนื่องด้วยมุมกล้องแบบแฮนด์เฮลด์อันชวนปวดหัวจนพาคลื่นไส้ บวกกับการเกริ่นเรื่องที่ยืดเยื้อกินเวลามากเกินไปนิด และรสนิยมส่วนตัวของเราเอง… ที่ไม่ได้มีความพิสมัยกับหนังแนวสัตว์ประหลาดถล่มโลกมากเท่าไหร่นัก… Cloverfield (2008) จึงกลายเป็นหนังที่เราจดจำไว้แต่ความประทับใจในแง่ลบเอาเสียมาก แถมยังดูไม่จบซะด้วยค่ะ

เมื่อมีข่าวคราวของแฟรนไชส์หนังเรื่องที่ว่าออกมา ปฏิกิริยาแรกของเราคือ “ไม่สนใจ” พูดได้เลยว่าไม่คิดจะเหลียวแล หรือแม้แต่คลิกเข้าไปดูเทรลเลอร์ซะด้วยซ้ำ จนกระทั่งหนังเรื่องนี้เริ่มฉาย และได้เห็นคำชื่นชมจากหลายๆทาง ทั้งจากคอหนังและบุคคลทั่วไป ทำให้ได้ไปหาข้อมูลแล้วก็พบว่า “อ้าว มันไม่ใช่ภาคต่อ แค่อยู่ในจักรวาลเดียวกันนี่หว่า” (…) กำแพงทั้งหมดจึงทลายลง ประกอบกับเทรลเลอร์ที่ดูน่าสนใจ จึงได้ตัดสินใจไปดูในที่สุดค่ะ

สำหรับคนที่ขี้เกียจดูเทรลเลอร์… ถ้าให้เล่าคร่าวๆโดยไม่สปอยล์… 10 Cloverfield Lane นั้นนำเสนอเรื่องของ 1 หญิง 2 ชาย ที่มาติดแหงกอยู่ในบังเกอร์หลบภัยใต้ดิน ทั้งโดยเต็มใจและไม่ยินยอม ด้วยข้ออ้างที่ว่า โลกภายนอกนั้น “ไม่ปลอดภัย” อีกต่อไป… แต่จะถามว่าไม่ปลอดภัยเพราะอะไร ก็คงต้องไปหาคำตอบเอาเองในเรื่องนะคะ

แค่นี้น่ะเหรอ? ก็แค่นี้ล่ะค่ะ 55555 เนื้อหา ตัวละคร รวมไปถึงสถานที่ที่ใช้ดำเนินเรื่องนั้น “น้อย” มากๆ… ไม่รู้ว่าตั้งใจจะให้เข้าทำนอง “less is more” รึเปล่านะ? แต่เราคิดว่ามัน work มากๆค่ะ!! หนังนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับจิตวิทยาและความกดดันในที่แคบได้เห็นชัดดี ยิ่งประกอบกับดนตรีชวนลุ้นระทึกก็ยิ่งทำให้คนดูรู้สึกหวาดระแวง และตึงเครียดไปตามตัวละครตลอดเวลา ตัวละครหลักของเรื่อง แม่สาวมิเชล (Mary Elizabeth Winstead) แทบจะรับบทแทนคนดูเลยก็ว่าได้ เพราะว่าตัวเธอเองแทบจะไม่ก็รู้ข้อมูลห่าอะไรเลยพอๆกับเราๆนี่แหละ คำถามมากมายที่เธอตั้งขึ้นมาในหัวตลอดทั้งเรื่องก็ล้วนเป็นเรื่องที่คนดูต้องคิดสงสัยเหมือนกัน อย่างเช่น “ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่” “เกิดอะไรขึ้นกับโลกภายนอก” “ควรจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์ต่อไปอย่างไรดี” พอบวกเข้ากับความกระชับฉับไวในการดำเนินเรื่อง ทำให้หนังเรื่องนี้แทบจะไม่มีช่วงเวลาที่น่าเบื่อเลยล่ะค่ะ แม้แต่เหตุการณ์ที่(แลดู)ไม่มีสาระหลายๆฉากเอง ก็กลับกลายเป็นชนวนสำคัญในการผลักดันเนื้อเรื่องให้ดำเนินต่อไปได้ในภายหลังทั้งนั้น [ยกตัวอย่างเช่น ฉากทำวิสกี้ on the rocks, ฉากดึงผ้าม่านกั้นห้องอาบน้ำ, ฉากที่เอ็มเม็ตชวนมิเชลอ่านนิตยสาร ฯลฯ]

10 Cloverfield Lane.jpg

พูดถึงตัวละครอีก 2 ตัวที่เหลือบ้าง… ในส่วนของฮาวเวิร์ด (John Goodman) พี่ใหญ่ใจนักเลง(?)ของบังเกอร์นั้นก็สร้างความตึงเครียดให้กับเรื่องได้รุนแรงดี หลายๆฉากที่ได้เห็นการบันดาลโทสะอันทรงพลังของเขา สารภาพว่าเราก็แอบสะดุ้งตัวเกร็ง จิกเบาะไปหลายทีอยู่ค่ะ ฮืออ 55555 แต่สำหรับเอ็มเม็ต (John Gallagher Jr.) ตัวละครตัวสุดท้าย เราคิดว่าบทเขายังตื้นและน้อยไปนิดๆ ก็แอบเสียดายอยู่เหมือนกันค่ะ ดูสามารถเอามาต่อยอดเล่นอะไรได้มากกว่านี้นะ… แต่ก็ถือว่าช่วยส่งเสริมอีก 2 ตัวละครหลักได้ดีแหละ

อันที่จริง… ในฐานะคนที่ค่อนข้างชอบดูหนังแนวทริลเลอร์… เราคิดว่าพล็อตของเรื่องนี้ไม่ได้แปลกใหม่ และค่อนข้างจะเดาง่ายค่ะ… หมายถึงส่วนโครงหลักๆ ไม่นับรายละเอียดยิบย่อยน่ะนะ [เดาไว้แล้วค่ะว่ายังไงเอ็มเม็ตต้องถูกฮาวเวิร์ดฆ่า มิเชลต้องพยายามหนีแล้วล่มครั้งนึง แต่หนีได้ในความพยายามครั้งที่ 2 และมิเชลจะเป็นคนฆ่าฮาวเวิร์ดที่ขัดขวางการหลบหนีของเธอ อีกทั้งมันเป็นแฟรนไชส์ของ Cloverfield เลยพอจะรู้ว่าตอบจบต้องมีสัตว์ประหลาดมาเกี่ยวชัวร์ๆ 55555] แต่ด้วยการนำเสนอที่ดี เลยทำให้พล็อตที่อยู่ภายใต้ความคาดเดาเนี่ยดูมีมิติและตื่นเต้นระทึกใจขึ้นมา… ประมาณว่า… ฉันรู้นะว่าจะต้องเกิดเหตุการณ์นั้นเหตุการณ์นี้ แต่มันก็อดลุ้นตามไปด้วยไม่ได้อยู่ดียังไงล่ะ!! สรุปก็คือ… ชอบมากๆค่ะ เป็นหนังที่ดูในปี 2016 แล้วประทับใจรองลงมาจาก Steve Jobs เลยแหละ (หนังมันไปกันคนละแนวเลยนะยะหล่อน) สำหรับคนที่ชอบ Cloverfield และคาดหวังว่าว่าจะได้เห็นอะไรที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับเรื่องนั้นก็อาจจะรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง… แต่สำหรับคอหนังทริลเลอร์ล่ะก็ขอแนะนำอย่างสูงเลยค่ะ เป็นช่วงเวลาเกือบๆ 2 ชั่วโมงที่คุ้มค่าทุกนาทีดูทีวีสีช่องสามมาก ไม่เสียดายค่าตั๋วหนังแน่นอน

Score: 8.5/10

001: And the Oscar (may) goes to…

เหตุเกิดจากความพ่ายแพ้อย่างหมดรูปเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้ก็เลยเอ่ยปากชวนโทนี่ ว่ามา“แข่งทายผลออสการ์”กันอีกสักรอบไหม? เผื่อจะได้ทวงบัลลังก์คืนน่ะค่ะ! ไม่สิ… เรายังไม่เคยชนะเลยนี่หว่า จะเรียกว่าทวงคืนได้ไง นังเด๋ออออ

ส่วนตัว… คิดว่าออสการ์ปีนี้เดายากพอสมควรเลย มีหลายๆตำแหน่งที่ไม่แน่ใจ ลังเล สับสน ฉงน งงงวย แม้จะไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับวงการหนังเท่าไหร่ แต่ก็จะพยายามเดาอย่างตั้งใจที่สุดล่ะค่ะ! นุ้งนินกัมบาริมัส! /อี๋—-

อนึ่ง คงไม่ได้ทายทุกรางวัลล่ะค่ะ เพราะไม่มีปัญญา(…) ที่ตกลงกันไว้ก็มีทั้งหมด 11 รางวัลดังนี้ นี้ นี้ นี้

Animated Film – Inside Out

insideoutfamily-normal_e46cac6d.jpeg
เป็นรางวัลเดียวที่ไม่ต้องเดา ไม่ต้องวิเคราะห์ ไม่ต้องคิดเชี่ยอะไรเลย ได้แน่นอนอยู่แล้ว และคิดว่าสมควรได้ ที่สุดด้วยค่ะ… จริงๆก็ยังไม่ได้ดู Anomalisa นะ (เห็นคำวิจารณ์ที่โคตรดีแล้วอยากดูมากกกกก) แต่คิดว่ามันดาร์คไป มันไม่ใช่อนิเมชันที่สร้างมาสำหรับผู้ชมทุกกลุ่ม ต่างกับ Inside Out แล้วอีกอย่าง… ปกติหนังอนิเมชั่นก็ตกเป็นของค่ายใหญ่ๆตลอดอยู่แล้ว เลยคิดว่าไม่มีอะไรให้ลุ้นอะค่ะ

Cinematography – The Revenant

zs.jpg
ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่า The Revenant เป็นหนังที่เราไม่ค่อยประทับใจ เท่าไรนักในแง่ของเนื้อเรื่อง บท ตัวละคร จังหวะการดำเนินเรื่อง และความบันเทิงในการรับชม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการถ่ายทำ ภาพต่างๆ มันสุดยอดมาก มัน breathtaking มาก รู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ดูแล้วหนาวไปถึงกระดูกเลยจริงๆ 555 คิดดูว่าต้องไปนั่งรอนั่งเฝ้านานแค่ไหนถึงจะได้ฉากแบบนั้นออกมา… ถ้าหนังเรื่องนี้จะได้รางวัล ก็ควรเป็นรางวัลนี้ล่ะค่ะ

Supporting Actress – Alicia Vikander (The Danish Girl)

rs_1024x759-151007091834-1024.alicia-the-danish-girl.cm.10715
ยังไม่ได้ดูหนังหรอกค่ะ แต่แค่เห็นในเทรลเลอร์ก็รู้สึกว่าต้องดีมากๆแน่ๆ.. คิดงั้นจริงๆนะ!!! ก็ตอนดูเทรลเลอร์เรายังน้ำตาร่วงเพราะการแสดงแค่ไม่กี่นาทีของนางเลยอะ (หรือเราเป็นมนุษย์เซนส์สิทีฟเกินไปกันนะ 555) จริงๆก็ชอบการแสดงของเจ๊เคทในเรื่อง Steve Jobs นะคะ ชอบความที่เจ๊เล่นไม่เยอะแต่กลับส่งเสริมพี่ฟาสได้ดีมากๆ ชอบทุกครั้งที่เจ๊ได้ออกฉาก แบบ.. เอาเลย เอาเลย! จัดการจ็อบส์สิ ตีตูดมันด้วยคำพูดซะ!!!! (นี่เชียร์มวยหรืออะไรยะหล่อน) ไม่มั่นใจระหว่างสองคนนี้ล่ะ เลยจ้ำจี้มะเขือเปาะแปะ แล้วก็ออกมาเป็นอลิเซีย จบนะคะ

Supporting Actor – Sylvester Stallone (Creed)

z
เห็นว่าลุงเพิ่งได้ Razzie Awards สาขากลับใจ(…)

Film Editing – Mad Max: Fury Road

mad-max-fury-road.jpg
จำได้ว่าเรื่องนี้ตัดต่อจากฟุตเตจยาว 400 ชั่วโมงเหลือแค่ราวๆ 2 ชั่วโมง… โอ้โห แค่ฟังก็รู้สึกปวดหัวตึ้บขึ้นมาเลย 55555 แล้วมันก็ออกมาเป็น 2 ชั่วโมงที่อัดแน่นไปด้วยฉากแอคชั่นสุดมัน กระชับ รวดเร็ว ลื่นไหล ไม่มีซีนเวิ่นเว้อให้รำคาญใจเลยสักนิดนะ ซูฮกทีมตัดต่อจากใจเลยค่ะ

Original Screenplay – Spotlight

Spotlight
ไม่มีความรู้เรื่องบทภาพยนตร์ เลยไปลอกที่คนส่วนใหญ่เขาเดากันมาค่ะ(…)

Adapted Screenplay – The Big Short

THE-BIG-SHORT-2-1200x849.png
ลอกที่คนอื่นเขาเดากันมาอีกแล้ว /โดนเตะ ไม่รู้สิคะ มันดูเป็นสไตล์ออสการ์สุดอะค่ะ ถ้าเทียบกับเรื่องอื่นๆ

Leading Actress – Brie Larson (Room)

room-brie-larson
ไม่ได้ดูเรื่องที่ nominee หญิงคนอื่นเล่นเลยค่ะ แต่ดู Room แล้วรู้สึกว่าบรีก็เล่นดีมากกกกก (แม้ว่าปัจจัยใหญ่ๆที่ส่งเสริมเธอจะเป็นน้องเจค็อบก็ตาม) เลยเดาบรีไปเลยแล้วกัน ง่ายๆงี้แหละ 55555555 ปล. ชอบตรงที่บรีไม่ล้างหน้าเลยระหว่างอยู่ในกองถ่าย เพื่อแสดงให้เห็นความเขรอะและความ no-makeup นะ โทรมจีจี สิวบรีใหญ่มาก

Leading Actor – Leonado DiCaprio (The Revenant)

o2wgqwemiYvyAPTb2pK-o.gifo2widbetr4wyWlOCGFh-o.gifo2wii8ko7IHdf72oT5e-o.gif
ดูจากผลรางวัลสำนักอื่นๆที่ผ่านมา เหมือนว่าลีโอจะนอนมามากๆ เลยต้องกัดฟันเดาว่าเป็นลีโอไปค่ะ อันที่จริงแล้ว เราเชียร์ฟาสเบนเดอร์ มากสุดอะไรสุด ตามความเห็นส่วนตัว ลีโอแสดงทุ่มเทมากจริงๆ… แต่!! ผลงานแสดงในเรื่องนี้ก็ไม่ได้ออกมาโดดเด่นเท่าไรนัก ลองคิดว่าให้คนอื่นมาแสดงบทนี้แทน เราคิดว่าแทนได้ค่ะ หลายคนด้วยเอ้า! แต่สำหรับบทสตีฟจ็อบส์ของพี่ฟาสฯ เรามั่นใจว่าไม่มีใครทำได้สุดยอดและตราตรึงใจขนาดนั้น… คือถึงพี่จะหน้าไม่เหมือนจ็อบส์ แต่พี่เล่นซะหนูเชื่อว่าเป็นจ็อบส์เลยไง /สั่นนนน แน่นอนว่าเราก็อยากให้ลีโอได้สัมผัสออสการ์สักวันนะ แต่ไม่ใช่ปีนี้อะค่ะ อยากให้ลีโอได้ด้วยผลงานที่ดีกว่านี้ เข้าใจเรามั้ย ฮือ 555555 /โป้งชี้ก้อยให้ลีโอ

Directing – George Miller (Mad Max: Fury Road)

zx.jpg
ปู่แก่ขนาดนี้ยังลุกมาทำหนังบ้าคลั่งแบบนี้ได้ ให้รางวัลปู่ที่ไม่หัวใจวายเป็นอะไรไประหว่างถ่ายทำเถอะค่ะ 55555 อีกอย่างคืออเลฮานโดรได้รางวัลไปปีที่แล้วกับ Birdman เลยคิดว่าไม่น่าได้ซ้ำร้อกกกกก ไม่หรอกกกกกกก (มั้ง) อะ.. ชักไม่แน่ใจแล้วสิ ปีที่แล้วลิงก์เลเตอร์ (ที่ลงทุนถ่าย Boyhood นาน 12 ปี) ยังแพ้ให้แกเลยนี่หว่า… /เหงื่อตก แต่ก็ต้องเดาสักเรื่องอยู่ดีนี่นา เพราะงั้นยืนยัน Mad Max เหมือนเดิมแล้วกันนะ ด้วยแรงแห่งความอวย

Best Picture – Spotlight

maxresdefault.jpg
โมโหมากที่ Steve Jobs ไม่ได้เข้าชิงรางวัลนี้ 💢 💢 💢 อันที่จริงเรายังดูหนังเข้าชิงไม่ครบเลยค่ะ (ขาด Brooklyn กับ Bridge of Spies) แต่เราว่าทั้ง 6 เรื่องที่ดูไป ไม่มีเรื่องไหนสู้ Steve Jobs ได้เลยนะ ฮึ่มมมม /โดนกระทืบโทษฐานอวยออกหน้าออกตาเกิน ถ้าถามความคิดเห็น… เราคิดว่าเรื่องที่มีองค์ประกอบครบที่สุดสำหรับการจะชนะคงเป็น Spotlight แต่เรื่องที่เราอวยที่สุดในนี้คือ Mad Max: Fury Road (ซึ่งไม่น่าจะได้หรอกแกรรรรรรรร๊) ไม่พูดถึง The Revenant นะ แม้จะได้มาหลายสำนักแล้วก็ตาม เพราะหมั่นมาก


ไม่ได้เขียนบล็อกจริงจังนานมากๆ ตั้งแต่สมัยสิง exteen นู่นเลย พอมาเริ่มเขียนอะไรแบบนี้อีกที บอกตามตรงว่าเริ่มไม่ถูก อยู่พักใหญ่ค่ะ 55555 แต่พอเครื่องติดแล้วก็สนุกดีนะคะ ได้ระลึกถึงบรรยากาศเก่าๆ (ซึ่งเราเองก็ลืมไปเกือบหมดแล้ว) ด้วย

พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันประกาศผลออสการ์จริงๆแล้ว ตื่นเต้นมาก ปีที่แล้วเราเดาไม่ค่อยถูกยกเว้นพวกรางวัลที่นอนมาล่ะ รู้สึกอนาถใจกับตัวเองเหลือเกิน… ก็หวังว่าปีนี้จะมีพัฒนาการ(?)มากขึ้น ใครมีความคิดเห็น เดากันไว้ยังไงก็มาคุยมาเมาท์กันได้นะคะ ขอบคุณที่แวะเวียนเข้ามาอ่านค่า! 💋💋💋